
วันที่ 26 ก.พ. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ในวาระแรก โดยมีสาระสำคัญเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การใช้สิทธิชุมนุมสาธารณะให้ชัดเจน เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่กระทบต่อความมั่นคง ความปลอดภัยและความสะดวกของประชาชนที่ใช้ที่สาธารณะ และไม่กระทบสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น โดยผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะให้แจ้งการชุมนุมต่อเจ้าหน้าที่ไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง
โดยระบุถึงวัตถุประสงค์ ระยะเวลา สถานที่ชุมนุมให้ชัดเจน ซึ่งต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ในการชุมนุม โดยหน่วยงานของรัฐอาจจัดสถานที่เพื่อใช้สำหรับการชุมนุมสาธารณะได้ แต่ห้ามชุมนุมในรัศมี 150 เมตร จากพระบรมมหาราชวัง พระราชวัง และห้ามชุมนุมในรัศมี 50 เมตรจากรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล และศาล ทั้งนี้ หากผู้ชุมนุมไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ให้เจ้าหน้าที่ยื่นเรื่องร้องขอต่อศาล เพื่อให้มีคำสั่งให้ผู้ชุมนุมยกเลิกการชุมนุม โดยมีบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนไว้หลายกรณี มีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นสมาชิก สนช.ส่วนใหญ่แสดงความเห็นด้วยต่อหลักการร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว อาทิ นายนรนิติ เศรษฐบุตร นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล แสดงความเป็นห่วงเรื่องบทลงโทษแกนนำการชุมนุมกับผู้ชุมนุมที่ควรแยกแยะให้ชัดเจน มิให้ลักลั่น กรณีการห้ามชุมนุมในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร รอบรัฐสภา ทำเนียบ ศาล เป็นการใช้ดุลพินิจที่มากเกินไปหรือไม่ รวมถึงเป็นห่วงการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ที่อยากให้เจ้าหน้าที่ยึดหลักการเรื่องการชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธเป็นหลัก มิเช่นนั้นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย
ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงสรุปว่า ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวยึดหลัก 4 ข้อคือ 1. การชุมนุมต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบว่า จะมีการชุมนุม เพื่อเตรียมการรับมือและอำนวยความสะดวก 2. การส่งเสริมให้จัดสถานที่ชุมนุม โดยเป็นหน้าที่ขององค์กรส่วนปกครองท้องถิ่นทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด 3. การให้หลักประกันว่า เจ้าหน้าที่จะสลายการชุมนุมไม่ได้ แม้จะเป็นการชุมนุมที่ไม่ถูกต้อง การจะสลายการชุมนุมได้ ต้องไปยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อให้ศาลอนุญาต 4. เป็นการจัดระเบียบการชุมนุม เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทราบว่า ต้องจัดการอย่างไร และเจ้าหน้าที่ต้องใช้ความอดทน และต้องผ่านการอบรมการควบคุมฝูงชน ส่วนข้อห่วงใยต่างๆ ของ สนช. จะนำไปปรับปรุงในชั้นกรรมาธิการฯ ต่อไปจากนั้นที่ประชุมลงมติรับหลักการวาระ 1 ด้วยคะแนน 182 ต่อ 0 โดยตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา 22 คน มาดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วัน.
ที่มา,http://www.thairath.co.th/
0 comments:
Post a Comment