Showing posts with label thai news. Show all posts
Showing posts with label thai news. Show all posts

Saturday, July 22, 2017

จับเจ้าชายซาอุฯ หลังพบคลิปทำร้ายประชาชน

By: news media On: 8:29 PM
  • Share The Gag
  • สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งซาอุดิอาระเบียทรงมีพระราชโองการให้จับกุมเจ้าชายซาอุฯ หลังพบคลิปทำร้ายประชาชน

    สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งซาอุดิอาระเบียทรงมีพระราชโองการให้จับกุมเจ้าชายพระองค์หนึ่ง หลังปรากฏคลิปที่ทรงใช้ความรุนแรงกับประชาชนถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน บิน อับดุลลาซิส อัล ซาอุด แห่งซาอุดิอาระเบีย ทรงมีพระบรมราชโองการให้จับกุม เจ้าชาย ซาอุดิ บิน อับดุลลาซิส บิน มูซาเอ็ด บิน ซาอุด บิน อับดุลลาซิส อัล ซาอุด หลังจากปรากฏคลิปวิดีโอที่เจ้าชายทรงใช้ความรุนแรงกับผู้อื่นเผยแพร่ในสังคมออนไลน์

    คลิปวิดีโอที่เห็นอยู่นี้ คือเหตุการณ์ที่เจ้าชายทรงถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งถูกเผยแพร่โดย “ราซิด คิงดอม” กลุ่มที่จับตาสิ่งที่กำลังได้รับความนิยมในสื่อสังคมออนไลน์



    สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน ทรงมีพระราชโองการให้จับกุมและสอบสวนเจ้าชายพระองค์นี้ หลังจากเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ได้มีคลิปวิดีโอแบบสั้นๆ หลายคลิป ถูกเผยแพร่บนยูทูบ และถูกแชร์ต่อๆ กันในทวิตเตอร์ โดยมีคลิปหนึ่ง เป็นเหตุการณ์ที่พระองค์ทรงหันปืนไรเฟิลไปทางผู้ชายคนหนึ่งที่มีเลือดไหลออกมาจากศีรษะ และกำลังร้องขอชีวิตจากพระองค์  ส่วนอีกคลิปหนึ่งที่มียอดเข้าชมมากกว่า 7 แสน 6 หมื่นครั้ง คือคลิปที่เผยให้เห็นขวดวิสกี้ยี่ห้อดัง 18 ขวด และเงินสดจำนวนหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งการจำหน่ายหรือบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในซาอุดิอาระเบีย ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

    นอกจากนี้ ยังมีคลิปที่เผยให้เห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ในรถ ในสภาพมีเลือดไหล ซึ่งเขากำลังถูกต่อว่าเพราะไปจอดรถอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ส่วนอีกคลิปหนึ่ง คือเหตุการณ์ที่เจ้าชายทรงชกและตบหน้าผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ คลิปวิดีโอเหล่านี้ ถูกส่งต่อกันอย่างแพร่หลายในทวิตเตอร์ของซาอุดิอาระเบีย ภายใต้แฮชแท็กภาษาอาหรับที่มีความหมายว่า “เจ้าชายทำร้ายประชาชน

    ที่มา: news.mthai

    Saturday, March 12, 2016

    ยิ่งกว่าจัณฑาล!! เปลือยชีวิต ‘มหาจัณฑาล’ ความทรมานของชนชั้นสังคมรังเกียจในอินเดีย

    By: news media On: 4:52 PM
  • Share The Gag
  • แม้จะเป็นคำสบประมาทผู้คนที่ทั้งถนัดปากและเจ็บแสบที่สุดสำหรับคนบางกลุ่มในสังคมไทย และเชื่อว่าเราคงเข้าใจความหมายของคำว่า ‘จัณฑาล’ เป็นอย่างดี แต่ถ้าคุณคิดว่าชีวิตของวรรณะนี้โหดร้ายที่สุดแล้วล่ะก็ คงต้องบอกว่ามีอีกวรรณะหนึ่งของสังคมอินเดียที่ทรมานยิ่งกว่า นั่นคือ ‘มหาจัณฑาล’

    แม้จะเป็นจะจัดอยู่ในวรรณะชั้นต่ำของอินเดีย แต่สิ่งที่ทำให้การเป็น “จัณฑาล” ดูดีกว่า “มหาจัณฑาล” นั่นคือการที่พวกแรกยังสามารถประกอบอาชีพอย่างถักสาน ซ่อมรองเท้าหรือทำความสะอาดได้ แต่สำหรับมหาจัณฑาลแล้ว พวกเขาไม่มีสิทธิ์ประกอบอาชีพใดๆ ทั้งสิ้น และยังต้องอยู่รวมกันในพื้นที่ห่างไกล เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนคนวรรณะอื่น ตัวอย่างเช่นในหมู่บ้าน Kubaul อันห่างไกลของเมือง Darbhanga ซึ่งเป็นที่อยู่เฉพาะของคนในวรรณะนี้มากว่า 150 ปี และมีครอบครัวมหาจัณฑาลอาศัยอยู่กว่า 250 ครอบครัว

    เนื่องจากไม่มีสิทธิ์และเสียงใดๆ และไม่สามารถเข้าถึงการบริการสาธารณะได้ ทำให้ทางเลือกของคนกลุ่มนี้จึงมีเพียงเก็บตัวอยู่เงียบๆ และยังชีพด้วยอาหารที่สิ่งแวดล้อมบริเวณนั้นจะมอบให้ เช่น การออกไปไล่จับหนูนา ปลา หอยทาก และแมลงในทุ่งใกล้ๆ ที่อยู่เท่านั้น

    ที่มา:postjung

    Wednesday, September 9, 2015

    ตบหรือไม่ตบ!! รอฟัง ‘ไฮโซม่านฟ้า’ แถลงวันนี้-วันจันทร์เข้าให้การ

    By: news media On: 11:09 PM
  • Share The Gag

  • คนตั้งตารอ! ‘ไฮโซม่านฟ้า’ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวกรณีถูก ‘น้ำเพชร’ นางงามกล่าวหาพาพวกรุมตบจนบาดเจ็บ ขณะที่ร้อยเวรสน.ทองหล่อ เผยติดต่อผู้ถูกกล่าวหาจะมาพบเพื่อให้ปากคำวันจันทร์นี้ ชี้วันเกิดเหตุในห้องน้ำมีเลขาฯกับแม่บ้านไฮโซสาวอยู่ด้วย...

    จากกรณี น้ำเพชร-สุณัณณิภาร์ กฤษณสุวรรณ อายุ 23 ปี อดีตรองอันดับ 2 มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2014 เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันกับพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ อ้างว่าถูก น.ส.อรปภัตร จันทรสาขา หรือ "ไฮโซม่านฟ้า" อายุ 26 ปี และเพื่อนสาว 2 คน รุมทำร้ายร่างกายภายในห้องน้ำศูนย์การค้าแห่งหนึ่งย่านทองหล่อ เมื่อช่วงดึกวันที่ 5 ก.ย. ที่ผ่านมา


    ล่าสุด เมื่อตอนเช้าวันที่ 10 ก.ย. ร.ต.ท.วีระพงศ์ พลไชย พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เจ้าของคดี เปิดเผย "ไทยรัฐออนไลน์" ว่า ในเบื้องต้นทราบว่าผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ในวันนั้น มีด้วยกัน 4 คน คือไฮโซม่านฟ้าและน้ำเพชร คู่กรณี ส่วนอีก 2 คนที่อยู่ในห้องน้ำที่เกิดเหตุคือ แบตตี้ เลขานุการส่วนตัว และแม่บ้านของไฮโซม่านฟ้า ซึ่งยังไม่ทราบชื่อ ส่วนชาย 2 คน ที่อ้างว่าข่มขู่น้ำเพชรที่โต๊ะนั้นยังไม่สามารถระบุได้

    ส่วนการเข้าให้ปากคำของฝ่ายที่ถูกกล่าวหา ซึ่งภายหลังแจ้งความ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่มีการสอบปากคำทางฝ่ายของไฮโซม่านฟ้าเลย ล่าสุด จากการประสานไป ได้รับการยืนยันว่า จะเข้าให้ปากคำในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.นี้ ซึ่งต้องรอดูทางฝ่ายของผู้ถูกกล่าวหาว่า จะให้การอย่างไร หากให้การปฏิเสธก็ต้องว่าไปตามกระบวนการของกฎหมาย

    ทั้งนี้ ในวันนี้ (10 ก.ย.) ทางฝ่ายไฮโซม่านฟ้าจะตั้งโต๊ะแถลงข่าว เนื่องจากหลังเกิดเหตุยังไม่มีการชี้แจงอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด มีเพียงการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ยืนยันว่าไม่มีการรุมทำร้ายร่างกายคู่กรณี ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่จะมีการแถลงชี้แจงในเรื่องนี้.

    ที่มา:thairath

    Thursday, September 3, 2015

    หอบเงิน 2 ล้าน โชว์สื่อฯ 'นปช.' ยัน จ่ายแน่ ถ้าจับมือบึมตัวจริงได้

    By: news media On: 2:46 AM
  • Share The Gag

  • "แกนนำเสื้อแดง" หอบเงินสด 2 ล้านโชว์สื่อ-ยันจ่ายแน่ หาก จนท. จับคนร้ายวางบึมได้จริง ฝากบอก "บิ๊กตู่" หากทหาร-ตำรวจ จับก็ให้ไม่แบ่งแยก หวั่นคนร้ายลงมือซ้ำ เหตุผ่าน 3 สัปดาห์ ยังระบุเป็นคนร้ายตัวจริงไม่ได้


    เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 58 ที่บริเวณด้านหน้ากองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน นายสมหวัง อัสราษี แกนนำนปช. ได้นำเงินสดจำนวน 2 ล้านบาท มาแสดงต่อสื่อมวลชน พร้อมกล่าวว่า ตนยืนยันหากเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร สามารถจับกุมคนร้ายตัวจริงที่ลอบวางระเบิดบริเวณสี่แยกราชประสงค์และท่าเรือสาทรได้ จะมอบเงินสดจำนวน 2 ล้านบาทนี้ให้ทันที แต่วันนี้คนที่ถูกจับกุมเป็นเพียงผู้ต้องสงสัย ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นคนร้ายตัวจริงหรือไม่ จึงอยากฝากถึงนายกรัฐมนตรี ว่าไม่ต้องกังวลหากทหารจับได้ก็จะให้เงินแก่ทหารด้วย ถ้าตำรวจจับได้ก็จะมอบเงินแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมทั้งแสดงความเป็นห่วงว่าเหตุการณ์ผ่านมากว่า 3 สัปดาห์ เจ้าหน้าที่ยังไม่สามรถจับคนร้ายตัวจริงมาลงโทษได้ แม้ว่าจะสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้จำนวนหนึ่งก็ตาม สิ่งที่เป็นห่วงกลัวว่าคนร้ายจะกลับมาก่อเหตุที่อื่นอีกหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ประเทศบอบช้ำมามากแล้ว อยากให้ทุกอย่างดีขึ้น หากสามารถจับตัวคนร้ายได้ก็สามารถตอบคำถามชาวโลกได้ว่านี่คือการก่อการร้าย

    ที่มา,thairath.co.th

    Wednesday, September 2, 2015

    ศาลฎีกาฯตัดสินคดีเขาพระวิหาร ศุกร์นี้4 ก.ย."นพดล"ลุ้นหนัก

    By: news media On: 5:37 PM
  • Share The Gag

  • คดี “เขาพระวิหาร”ในวันศุกร์นี้ 4 ก.ย. จะได้รู้กันแล้วว่า นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ สมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ที่เป็น มือกฎหมายคู่ใจ ทักษิณ ชินวัตร จะมีชะตากรรมอย่างไร ในคดีที่ นพดล ตกเป็นจำเลยต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ มาร่วมสองปี
         
           โดยคดีเขาพระวิหาร คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นพดล ในฐานะอดีต รมว.ต่างประเทศ เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใดผู้หนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
         
           เหตุของคดีก็เป็นเพราะสมัยนพดล เป็นรมว.ต่างประเทศ ได้ไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่ 18 มิ.ย.51 โดยไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งป.ป.ช.เห็นว่า แถลงการณ์ร่วมดังกล่าว เป็นการสนับสนุนให้ประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ข้อกล่าวหาที่ตั้งไว้ตอนไต่สวนคดีมีมูลความผิดจริง จึงส่งเรื่องให้ดำเนินการถอดถอน และดำเนินคดีอาญา
         
           ประเด็นสำคัญที่นำมาสู่การเอาผิดนายนพดล ก็คือ เป็นเพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การออกแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว เข้าข่ายเป็นหนังสือสนธิสัญญา ที่จะต้องนำเข้าขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน ตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ แต่กลับไม่ได้นำเรื่องดังกล่าวขออนุมัติต่อรัฐสภา ทำให้มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
         
           โดยก่อนจะยื่นฟ้องต่อศาล มีข่าวว่าคดีนี้ ป.ป.ช. มีการอภิปรายกันอย่างหนัก จนสุดท้าย มติป.ป.ช.ออกมาให้ชี้มูลความผิดด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 3 เมื่อ 29 ก.ย. 52
         
           ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นรัฐมนตรี 26 คนในครม.สมัคร สุนทรเวช และข้าราชการประจำกระทรวงต่างประเทศ และสภาความมั่นคง อีก 6 คน ที่เข้าร่วมประชุมครม.ด้วยนั้น ป.ป.ช. เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหานี้ไม่มีเจตนากระทำความผิดเพราะมารู้ข้อมูลในวันที่ประชุมเท่านั้น จึงถือว่าไม่มีความผิด
         
           โดยช่วงนั้น หลัง ป.ป.ช.ชี้มูลดังกล่าว ตัวนายนพดล ปัทมะ ได้เปิดแถลงข่าวพร้อมแจกแถลงการณ์ถึงมติของป.ป.ช. ที่พรรคเพื่อไทยในวันรุ่งขึ้น หลังป.ป.ช. มีมติ คือ 30 ก.ย. 52 โดยยืนยันว่า ขณะดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ ได้ปกป้องแผ่นดินไทย และพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร เป็นผลสำเร็จ แต่ได้รับสิ่งนี้ตอบแทนในการทำงานเพื่อชาติ ซึ่งจะเป็นตำนานของการทำคุณบูชาโทษไปอีกนาน การชี้มูลความผิดว่าเหมือนจะจงใจเอาผิดกับตัวเอง ทั้งที่ระเบียบกำหนดว่า เมื่อมีมติครม.ทั้งหมดต้องรับผิดชอบร่วมกัน
         
           ในส่วนของสำนวนการถอดถอนที่ไปเร็วกว่าคดีอาญาหลายปี ก็ปรากฏว่า มติของวุฒิสภา ชุดที่แล้ว เมื่อ 12 มี.ค.53 ไม่ได้ถอดถอนนายนพดล ออกจากตำแหน่งฯ เพราะคะแนนเสียงถอดถอนไม่ถึง
         
           ขณะที่คดีอาญา คดีดำเนินไปอย่างล่าช้า ยื้อกันอยู่นาน ระหว่างอัยการกับป.ป.ช. จนคดีล่าช้าหลายปี สุดท้ายในปี 2556 หลังมีการตั้งคณะทำงานร่วมป.ป.ช.กับ อัยการ แต่ไม่สามารถหาข้อยุติเกี่ยวกับการดำเนินการฟ้องคดีได้ ทำให้ป.ป.ช. ต้องดึงสำนวนมาฟ้องเอง และเมื่อมีการยื่นฟ้องแล้ว ต่อมาศาลฎีกาฯ ก็ได้รับฟ้องคดีไว้ เมื่อ 26 เม.ย.56 และมีการนัดพิจารณาคดีครั้งแรก เพื่อสอบคำให้การจำเลยไปเมื่อ 5 ก.ค.56
         
           เท่ากับว่า นับจากศาลเริ่มกระบวนการไต่สวนคดีมาจนถึงวันที่ศาลฎีกาฯ นัดอ่านคำพิพากษา รวมเวลาทั้งสิ้นก็ประมาณ 2 ปี กว่านั่นเอง
         
           ก่อนหน้านี้ นายสิทธิโชค ศรีเจริญ ทนายความของ ป.ป.ช.ในคดีนี้ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงคดีนี้ไว้ว่า ทางฝ่าย ป.ป.ช. นำพยานเข้าไต่สวนกว่า 10 ปาก โดยมีทั้งพยานกลุ่มข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งพยานปากสำคัญที่ไต่สวนเป็นปากแรก คือ นายวีรชัย พลาศรัย ที่ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย เมื่อปี 2551 ได้บอกเล่าความเป็นมาเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทเขาพระวิหาร และการดำเนินการต่างๆ ซึ่งนายวีรชัยได้เข้าไปเกี่ยวข้องและรับรู้ตั้งแต่ในช่วงแรก และพยานในกลุ่มของนักวิชาการ ที่ได้ติดตามปัญหาข้อพิพาทเขาพระวิหาร

         
           โดย ป.ป.ช.ได้พยายามนำสืบให้ศาลเห็นว่า การกระทำของนายนพดล ที่เสนอแถลงการณ์ไทย-กัมพูชานั้น มีลักษณะเอื้อประโยชน์ให้กัมพูชาจดทะเบียนขึ้นมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียว โดยที่ยังมีปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนโดยรอบเขาพระวิหาร ซึ่งเคยมีการเสนอให้ ไทย-กัมพูชาร่วมกันบริหารจัดการนั้น เป็นการกระทำโดยชอบหรือไม่ ขณะที่การเสนอประเด็นข้อพิพาทเขาพระวิหารที่สุ่มเสี่ยงกับเขตแดนนั้น ศาลรัฐธรรมนูญ ก็เคยมีคำวินิจฉัยว่า ต้องเสนอให้รัฐสภาเห็นชอบ ขณะที่การต่อสู้คดีของฝ่าย นายนพดล ก็นำพยานเข้าสืบกว่า 10 ปาก
         
           เป็นอันว่า ศุกร์นี้ บ่ายๆจะได้รู้กันว่า ผลคำพิพากษาของศาลฎีกาฯจะออกมาอย่างไร แต่ที่ต้องลุ้นกันก่อนก็คือ ต้องดูว่านายนพดล จะไปปรากฏตัวที่ศาลฎีกาฯตามนัดหมายของศาลหรือไม่ คดีนี้จะออกมาแบบไหน ศุกร์นี้ คอยติดตามกัน

    ที่มา,manager.co.th

    สื่อแฉเขมรรวบมือบึมศาลพระหมที่สนามบินส่งไทย-จีนจับตาหลังเบาะแสโยงอุยกูร์

    By: news media On: 5:33 PM
  • Share The Gag

  • ผู้ต้องหาคดีระเบิดแยกราชประสงค์ที่ทางการไทบอ้างว่าควบคุมตัวได้ที่จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันอังคาร(1 ก.ย.)

            เอพี - สื่อต่างประเทศรายงานเมื่อวันพุธ(2ก.ย.) ว่าผู้ต้องสงสัยหลักยอมรับอยู่ใกล้ศาลพระพรหมเอราวัณตอนที่เกิดระเบิด แต่ปฏิเสธความเกี่ยวข้อง ขณะที่เงื่อนงำอื่นๆเชื่อมโยงมากขึ้นเรื่อยๆว่าจะเป็นการแก้แค้นให้สมาชิกชนกลุ่มน้อยอุยกูร์ที่ถูกบังคับเนรเทศไปจีน ขณะที่ทางการปักกิ่งบอกกับกำลังจับตาความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิดและเชื่อว่าผู้กระทำผิดต้องถูกจัดการตามกรอบของกฎหมาย ส่วนหนังสือพิมพ์กัมพูชาเผยเจ้าหน้าที่ควบคุมผู้ต้องสงสัยได้ที่สนามบินพนมเปญ สวนทางกับคำบอกเล่าของฝ่ายไทยที่ระบุว่ารวบตัวชายคนดังกล่าวได้บริเวณชายแดน
         
           สำนักข่าวเอพีอ้างคำกล่าวของพลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตอบผู้สื่อข่าวว่า "เป็นธรรมดาที่ผู้ต้องสงสัยจะปฏิเสธ แต่เขายอมรับว่าอยู่ในพื้นที่นั้นตอนเกิดเหตุ" หลังถูกถามว่าชายคนดังกล่าวซึ่งยังไม่เปิดเผยชื่อและสัญชาติยอมรับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่กับเหตุระเบิดเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม บริเวณศาลพระพรหมเอราวัณ คร่าชีวิตผู้คน 20 ศพ บาดเจ็บ 120 คน และเหตุระเบิดหลังจากนั้นไม่นานบริเวณท่าเรือแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆกัน
         
           รายงานของเอพีระบุเจ้าหน้าที่ไทยบอกแต่เพียงว่าชายคนดังกล่าวเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งถูกจับกุมใกล้ชายแดนกัมพูชาเมื่อวันอังคาร(1ก.ย.) ขณะกำลังพยายามหลบหนี ด้านตำรวจได้แถลงแยกกันว่าพวกเขากำลังตามจับกุมนายเอ็มระห์ ดาวูโตกลู ชายชาวตุรกีที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดเช่นกัน โดยเขาเป็นหนึ่งในชาวตุรกีอย่างน้อยๆ 3 คน ในบรรดาผู้ต้องสงสัย 8 รายที่ถูกออกหมายจับ
         
           ด้วยความเกี่ยวข้องกับชาวเติร์ก จึงกระพือการคาดเดาว่าเหล่าผู้ต้องสงสัยอาจเป็นสมาชิกของกลุ่มที่ต้องการแก้แค้นไทย ต่อกรณีบังคับเนรเทศมชาวอุยกูร์กลับไปยังจีนเมื่อเดือนกรกฎาคม โดยเอพีระบุเชื่อว่าไทยน่าจะเป็นจุดพักสำหรับชาวอุยกูร์ที่พยายามเดินทางต่อไปยังตุรกี
         
           ชาวอุยกูร์ มีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและศาสนาใกล้ชิดกับชาวเติร์ก และตุรกียังเป็นถิ่นฐานของชุมชนอุยกูร์ขนาดใหญ่ ส่วนศาลพระพรหมเอราวัณเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวจีนโดยเฉพาะ ด้วยเหตุนี้จึงก่อข้อสันนิษฐานที่ว่าบริเวณศาลพระพรหมจึงเป้าหมายการโจมตีของกลุ่มคนที่เชื่อว่าชาวอุยกูร์ถูกกดขี่ข่มเหงจากรัฐบาลจีน
         
           ทางปักกิ่งบอกว่าชาวอุยกูร์บางส่วนเป็นก่อการร้ายที่ลักลอบออกนอกประเทศเพื่อเข้าร่วมรบเคียงข้างพวกรัฐอิสลาม(ไอเอส)ในซีเรีย
         
           เอพีระบุว่าผู้ต้องสงสัยใหม่ นายดาวูโตกลู เป็นสามีของผู้หญิงไทยคนหนึ่งซึ่งถูกออกหมายจับก่อนหน้านี้ สืบเนืองจากเธอเป็นคนเช่าอพาร์ทเมนต์ที่ตรวจพบว่ามีวัตถุประกอบระเบิด แต่เธอยืนยันว่าตนเองบริสุทธิ์และตอนนี้พำนักอยู่ในตุรกี
         
           เมื่อถามถึงการคาดเดาต่างๆนานาในสื่อมวลชนไทยว่าชายคนดังกล่าวเป็นชาวอุยกูร์ของจีน นางหัว ชุนอิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของปักกิ่งบอกว่าพวกเขาใส่ใจกับรายงานข่าวดังกล่าว "เรากำลังติดต่อสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับฝ่ายไทย" เธอกล่าว "ฝ่ายจีนจะจับตาความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิด เราเชื่อว่าใครก็ตามที่ก่ออาชญากรรมเช่นนี้ ต้องถูกจัดการตามกฎหมาย"

         
           รายงานของเอพีระบุว่าการสืบสวนรุดหน้าไปมาก หลังจากตำรวจเข้าตรวจค้นอพาร์ทเมนต์ 2 แห่งรอบนอกกรุงเทพฯเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทั้งสองแห่งพบวัตถุผลิตระเบิด นอกจากนี้ยังได้ลายนิ้วมือจากอพาร์ทเมนต์ ซึ่งตรงกับผู้ต้องสงสัยที่จับกุมได้บริเวณแนวชายแดนเมื่อวันอังคาร(1ก.ย.)
         
           สถานทูตตุรกีประจำกรุงเทพฯร้องขอรัฐบาลไทยยืนยันว่าผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมเมื่อวันเสาร์(29ส.ค.) เป็นพลเมืองตุรกีหรือไม่ และบอกว่าเสียใจต่อรายงานข่าวต่างๆที่คาดว่าพลเมืองของพวกเขาเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิด
         
           พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทยเผยว่าจากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ทำให้ทราบว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดกำลังหลบหนีออกนอกประเทศ และพบหนึ่งในผู้ต้องสงสัยที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว จุดข้ามแดนไปยังกัมพูชา
         
           อย่างไรก็ตามเอพีอ้างรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์และพนมเปญโพสต์ของกัมพูชา ได้ให้ข้อมูลต่างออกไป โดยอ้างแหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อบอกว่าชายคนนี้ถูกรวบตัว ณ สนามบินในกรุงพนมเปญ ขณะกำลังขึ้นเที่ยวบินขาออก ก่อนส่งมอบตัวแก่เจ้าหน้าที่ไทยบริเวณจุดผ่านแดน


    ที่มา,manager.co.th

    Tuesday, September 1, 2015

    ผู้รับเหมาดวงเฮง!ถูกรางวัลที่หนึ่ง30ล.-แม่บ้านพัทยา12ล.

    By: news media On: 9:59 PM
  • Share The Gag

  •  วันที่ 2 กันยายน 2558 เมื่อเวลา 08.00 น. ร.ต.ท.ชาญชล พรมชนะ ร้อยเวรสอบสวน สภ.คูคต ได้เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเวลาสองทุ่มเศษที่ผ่านมา ได้มี นางอุ่นเรือน มารมย์ อายุ 34 ปี เดิมอยู่บ้านเลขที่ 531/46 หมู่ 2 ตำบลคูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมลงประจำวันไว้เป็นหลักฐาน โดยนางอุ่นเรือน แจ้งว่า หลังจากทราบว่า สลากกินแบ่งรัฐบาลที่ตนได้ซื้อได้ถูกรางวัลที่ 1 หมายเลข 021094 ประจำวันที่ 1 กันยายน 2558  จึงนำสลากงวดที่ 41 ชุดที่ 3,4 , สลากงวดที่ 41 ชุดที่ 23,24, สลากงวดที่ 41 ชุดที่ 33,34 ,สลากงวดที่ 41 ชุดที่ 55,56 ,และสลากงวดที่ 41, ชุดที่ 65,66 รวมทั้งสิ้นจำนวน 5 ฉบับ ถูกรางวัลที่ 1 จำนวน 5 คู่ เป็นเงินประมาณ 30 ล้านบาท เดินทางเข้าแจ้งความไว้เป็นหลักฐานตามประสงค์ของผู้แจ้ง และได้ให้ผู้แจ้งลงลายมือชื่อไว้ ด้านหลังทุกฉบับ พร้อมให้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน ในการลงประจำวันพร้อมทั้งแนะนำให้เก็บรักษาไว้ในที่ปลอดภัย


              ทางด้าน ร.ต.ทงชาญชล พรหมชนะ ร้อยเวรสอบสวน สภ. คูคต ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า จากการสอบสวนนางอุ่นเรือน ให้การว่า กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ตนเองเป็นผู้รับเหมาต่อเติมบ้านพักอยู่ย่านลำลูกกา ก่อนหน้าที่จะถูกหวยนั้น ได้ฝันว่าถูกปลาฉลามกัดถึง 3 วัน จากนั้นตนเองไม่ได้คิดอะไร จึงได้ไปทำงานตามปกติที่ย่านทุ่งสองห้อง โดยจะนำลูกสาววัย 3 ขวบติดไปด้วย จากนั้นเมื่อสองวันที่ผ่านมา ได้เห็นแม่ค้าขายล็อตเตอรรี่ผ่านมาพอดี ตนเองจึงให้บุตรสาวเลือกซื้อสลาก โดยมีสลากทั้งหมดจำนวน 5 ใบ และเป็นเลขเดียวกันจึงได้ซื้อมาไว้เสี่ยงโชค ในราคาใบละ 80 บาทจำนวน 5 ใบ

              นางอุ่นเรือน บอกอีกว่า หลังจากทราบว่าตนเองได้ถูกรางวัลที่ 1 ถึงกับดีใจ พร้อมพาสามีและลูก มาลงประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ส่วนเรื่องเงินรางวัลที่ได้มานั้น ในเบื้องต้น จะนำเงินส่วนหนึ่งที่ได้มา นำไปให้ทางญาติๆและพี่น้อง พร้อมทั้งจ่ายค่าบ้านที่ตนเองซื้อไว้อยู่ในย่านคูคต พร้อมกับรถยนต์อีก 1 คัน ที่เหลือจะเก็บไว้ให้ลูกเป็นทุนการศึกษา และจะนำเงินมาเป็นทุนในการรับเหมาก่อสร้างตามเดิมต่อไป

    แม่บ้านสุดเฮง!ถูกหวย12ล้านพลิกเป็นเศรษฐีชั่วพริบตา

              ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก ร.ต.อ.ณัฐวรรธน์ เพลินจิตร พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ว่าในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้น ได้มีหญิงชาวจังหวัดบุรีรัมย์ อายุ 48 ปี ประกอบอาชีพแม่บ้านของบ้านแห่งหนึ่งในเขตเมืองพัทยา เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐานว่าตนเองนั้นถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 1 งวดที่ 41 ชุดที่ 09,10,37,38 เลขที่ 021094 จำนวน 2 คู่ เป็นเงินรางวัลรวม12ล้านบาท

              แต่ทางผู้โชคดีไม่ขอเปิดเผยและแสดงตัว เนื่องจากตนเองแกรงว่าจะเกิดอันตราย ทั้งนี้ทางผู้โชคดีได้กล่าวกับ ร.ต.อ.ณัฐวรรธน์ เพลินจิตร พนักงานสอบสวน ว่าตนเองนั้นเป็นคนชอบเสี่ยงโชคโดยการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นประจำทุกงวด แต่ไม่เคยถูกรางวัลใหญ่ จนกระทั่งงวดนี้ลูกสาวของตนเองนั้นได้ถอยรถยนต์เก๋งป้ายแดงมาใหม่ เลขท้ายป้ายแดงหมายเลข 094 จึงได้ซื้อสลากแบ่งรัฐบาลเลขที่021094หวังแค่รางวัลเลขท้ายสามตัวไม่คิดว่าโชคจะเข้าข้างจนกระทั่งถูกรางวัลใหญ่จึงได้เดินทางเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานดังกล่าว

    ที่มา, komchadluek.net

    ผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลงวด1ก.ย.2558

    By: news media On: 3:01 AM
  • Share The Gag


  • ที่มา, komchadluek.net

    สปช.บางส่วนยืนยัน 6 ก.ย.ออกเสียงคว่ำร่าง รธน

    By: news media On: 2:26 AM
  • Share The Gag

  • การลงมติรับรองร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 6 กันยายน จะถึงนี้ สมาชิก สปช.ส่วนหนึ่ง ยังคงยืนยันว่าพวกเขาจะออกเสียงคว่ำร่างรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน เพื่อป้องกันวิกฤตการเมืองที่จะตามมา

     
    โดย นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หนึ่งในสมาชิก สปช.ที่ยืนยันจะลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ขณะนี้มี  สปช.จำนวนมาก เห็นด้วย  เนื่องจากมีเนื้อหา ที่จะนำไปสู่วิกฤตความขัดแย้งในอนาคต โดยเฉพาะ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ


    เช่นเดียวกับ นายนิรันดร์ พันทรกิจ สมาชิก สปช. ที่้มองว่าการที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แสดงความเป็นห่วงร่างรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่ความขัดแย้ง ในช่วงการทำประชามติ หรือหลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญไปแล้ว น่าจะเป็นการส่งสัญญาณให้ สปช.รู้ว่า ถ้าปล่อยให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านมติ สปช. จะเป็นอันตรายต่อประเทศ

    สำหรับการลงมติร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 6 กันยายนนี้ หากเสียงข้างมากรับรอง ก็จะเข้าสู่กระบวนการทำประชามติ ถามความเห็นประชาชน ซึ่ง สปช.บางส่วนเตรียมเสนอคำถามพ่วง เช่น นายไพบูลย์ นิติตะวัน เสนอให้ถามประชาชนว่า เห็นด้วยกับการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งหรือไม่ หรือ ข้อเสนอให้มีรัฐบาลแห่งชาติ

    แต่หากร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ผ่านความเห็นชอบจาก สปช. จะเป็นอำนาจนายกรัฐมนตรี ในการแต่งตั้งกรรมาธิการ และเริ่มนับหนึ่งกระบวนการยกร่างใหม่ทั้งหมด
       
    ที่มา, news.voicetv.co.th

    สาวพันบึ้มกรุงติดต่อมอบตัว

    By: news media On: 1:06 AM
  • Share The Gag

  • 1 ก.ย. 58  เมื่อเวลา 11.30 น.  กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.)  พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้รับการประสานจาก น.ส.วรรณา สวนสัน หรือ ไมซาเลาะ ผู้ต้องหาตามหมายจับ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดราชประสงค์ และท่าเรือสาทร โดยได้ติดต่อตำรวจเพื่อเข้ามอบตัว เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจแล้ว แต่ตำรวจยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า น.ส.วรรณา จะเข้าพบตำรวจเมื่อไหร่ และไม่ทราบว่าขณะนี้อยู่ที่ใด ขณะเดียวกันก็ไม่ได้รับรายงานกรณีกระแสข่าวการจับกุม น.ส.วรรณา แต่อย่างใด 
         พล.ต.อ.สมยศ กล่าวอีกว่า สำหรับกระแสข่าวว่าผู้ต้องหาที่สวมเสื้อสีเหลือง และสีฟ้า ในคดีระเบิดครั้งนี้ ได้หลบหนีออกนอกประเทศ ผ่านด่านตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสระแก้วนั้นยังไม่มีรายงานในเรื่องนี้ ส่วนกรณีตำรวจกองปราบปราม เข้าไปประสานเจ้าหน้าที่ของประเทศกัมพูชา พร้อมส่งทีมติดตามผู้ร่วมก่อเหตุนั้น ก็เป็นเพียงขั้นตอนปกติ ที่จะต้องทำงานให้ครอบคลุมทุกมิติ ส่วนจากการสอบปากคำชายชาวต่างชาติที่ควบคุมได้ที่อพาร์ตเมนต์ย่านหนองจอก ก็มีความคืบหน้าไปมาก และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ สามารถขยายผลไปถึงผู้ร่วมขบวนการได้ แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ว่ามีผู้เกี่ยวข้องกี่คน 
        พล.ต.อ.สมยศ กล่าวด้วยว่า กรณีการสั่งย้ายตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสระแก้ว เนื่องจากเห็นว่ามีการปล่อยปละละเลยให้ชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นแรงงานผิดกฎหมายเข้าออกประเทศ และหากผลการสอบสวนพบว่ามีการปล่อยปละละเลยจริง จะเสนอย้ายออกนอกพื้นที่ทันที
     ร่งถอดยศ 'พ.ต.ท.ทักษิณ' ให้เสร็จก่อนเกษียณ

          พล.ต.อ.สมยศ กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ขณะนี้ได้รับหนังสือตอบกลับอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ หรือ สขร. แล้ว โดยอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้อยู่ในความรับผิดชอบของตน ซึ่งทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ไม่ต้องพิจารณาอะไรเพิ่มเติม อยู่ในขั้นตอนทำกระบวนการต่างๆ ให้ครบถ้วน เรียบร้อย รอบคอบ จากนั้นจะต้องส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีดำเนินการต่อไป โดยตนไม่ขอเปิดเผยว่าจะพิจารณาถอดยศหรือไม่ ขอให้รอก่อน

                          อย่างไรก็ตาม พล.อ.สมยศ ยังกล่าวด้วยว่า หากเป็นไปได้จะดำเนินการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้แล้วเสร็จก่อนที่จะเกษียณอายุราชการวันที่ 1 ตุลาคมนี้ เนื่องจากต้องการพ้นข้อครหาที่ว่าดึงเวลา เตะถ่วง และไม่กล้าดำเนินการ

     ที่มา , komchadluek.net

    Monday, August 31, 2015

    รวบ ‘โจรเสื้อลาย บ่าย3โมง’ตระเวนขโมยกว่า100คดี

    By: news media On: 3:54 AM
  • Share The Gag
  • วันที่ 31 ส.ค. พล.ต.อ.เรืองศักดิ์ จริตเอก รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมตำรวจ สน.คลองตันแถลงข่าวจับกุมนายพิชัย แซ่ตั้ง หรือฉายา “โจรเสื้อลาย บ่ายสามโมง” ผู้ต้องหาตระเวนลักทรัพย์รายใหญ่
    โจรเสื้อลาย
    โจรเสื้อลาย บ่ายสามโมง
     โดยก่อเหตุมาแล้วมากกว่า 100 คดี ในหลายพื้นที่ ได้แก่ คลองตัน 20 ครั้ง บางนา 20 ครั้ง พระโขนง 20 ครั้ง ประเวศ 5 ครั้ง หัวหมาก 10 ครั้ง อุดมสุข 20 ครั้ง และพื้นที่ตำรวจภูธรภาค1 คือ สภ.สำโรงเหนือ 20 ครั้ง ยึดของกลางได้มากกว่า 300 รายการ อาทิ กระเป๋า มือถือ บัตรโทรศัพท์ บัตรเครดิต อุปกรณ์ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ ทองรูปพรรณ โดยสามารถจับกุมได้ที่บ้านพักย่านบางนา
    สืบเนื่องจากตำรวจนครบาลได้รับแจ้งจากผู้เสียหายว่ามีคนร้ายเข้ามาลักทรัพย์ตามแฟลต หรือหอพักอยู่บ่อยครั้ง โดยอาศัยช่วงบ่าย โดยเฉพาะเวลาประมาณ 15.00 น. เคาะตามห้อง ถ้ามีคนอยู่จะไม่ก่อเหตุ และเลือกห้องที่ล็อคชั้นเดียว

    นายพิชัย ยอมรับสารภาพว่า ตนเพิ่งพ้นโทษมาเมื่อปี 2554 และเริ่มก่อเหตุลักทรัพย์ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน โดยจะสุ่มสถานที่ในการลงมือ ไม่มีการดูลาดเลา ใช้การวัดใจ โดยส่วนใหญ่เลือกช่วงบ่ายเพราะคนไปทำงาน ส่วนสาเหตุที่ใส่เสื้อลายเพราะชอบ ส่วนทรัพย์สินจะเอาไปขายตลาดใกล้ๆ ในลักษณะวางขายกับพื้น โดยไม่รู้ราคาของทรัพย์สินที่แท้จริง
    ส่วนสาเหตุที่ขาหักทั้ง 2 ข้าง เพราะกระโดดหนีตำรวจแล้วล้มลง ก่อนคลานต่อไปหลบแต่ก็ถูกจับได้
    เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาลักทรัพย์ในเคหะสถาน โดยทำอันตรายสื่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคล หรือทรัพย์ และบุกรุกเคหสถาน

    ที่มา, news.mthai.com

    ′บิ๊กตู่′เปลี่ยนนั่งรถกันกระสุน อ้างทีมรปภ.เป็นห่วง ไม่เกี่ยวสถานการณ์การเมือง

    By: news media On: 3:41 AM
  • Share The Gag
  • เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 31 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เปลี่ยนรถยนต์ประจำตำแหน่งในวันเดียวกันนี้ ว่า “ก็รถผมเสีย ทำไมถามประหลาด หาว่าให้หวยอีกหรือ วันนี้วันที่เท่าไหร่ยังไม่รู้เลย”

    ผู้สื่อข่าวถามว่า รถคันที่เอามาใช้ใหม่นี้กันกระสุนหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า คันนี้รถหลวง เขาให้ตนสามารถใช้ได้ตนก็ใช้ ซึ่งกันกระสุนหรือไม่ตนไม่ทราบ


    เมื่อถามว่า ที่เปลี่ยนรถใช้นั้นเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ไม่เกี่ยวหรอก คือต้องเห็นใจทีม รปภ.ของผม เพราะเขามีความเป็นห่วงผม ก็เท่านั้น เพราะบางครั้งผมชอบเดินทางไปตรงนั้นตรงนี้ อย่างบางครั้งเห็นประชาชนผมก็เดินเข้าไปคุยกับเขาเลย ทักทายพูดคุย ซึ่งบางครั้ง รปภ.เขาก็มีมุมมองที่ไม่อยากให้เกิดอันตราย เพราะสมัยก่อนก็ไม่มีคนไหนเขาชอบเดินไปอย่างผม ก็ไม่มี แต่ผมเองก็ถือว่าผมทำในสิ่งที่ดี และห้อยพระเยอะๆ”

    ผู้สื่อข่าวถามว่า แล้วรถคันนี้กันกระสุนหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “แล้วใครเขาจะบอกกันเล่า ก็ไปลองยิงดูสิ แต่ถ้ายิงก็ติดคุกนะ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของการ รปภ. ใครเขาจะบอกกัน จะให้บอกหมดเลยอย่างนั้นหรือ”

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ในวันเดียวกันนี้ เป็นการให้สัมภาษณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ มีอารมณ์ดี ไม่ฉุนเฉียว ซึ่งเมื่อผู้สื่อข่าวกระเซ้าว่าวันนี้นายกฯ อารมณ์ดีเป็นพิเศษ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “แล้วจะให้อารมณ์ผมเป็นอย่างไร ก็อารมณ์ดีแล้วยังไง แต่มีคนบอกว่าถ้าอารมณ์ดีก็ไม่ใช่ประยุทธ์”

    ที่มา,matichon.co.th

    บช.ปส.จับเอเย่นต์ค้ายาเสพติด 2 ราย

    By: news media On: 2:54 AM
  • Share The Gag
  • วันนี้ 31 ส.ค.58 เวลา 14.00 น.ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด(บช.ปส.) พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร ผบช.ปส.พล.ต.ต.ทนงศักดิ์ ทั่งทอง ผบก.ปส.1 พล.ต.ต.พรชัย เจริญวงศ์ ผบก.ปส.3 ได้ร่วมกันแจ้งข่าวการจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดจำนวน 2 คดี ผู้ต้องหา 4 คน พร้อมด้วยของกลางยาบ้าจำนวน 54 มัด รวมประมาณ 108,000 เม็ด (หนึ่งแสนแปดพันเม็ด) ไอซ์ รวมน้ำหนัก 2 กิโลกรัม รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า วีออส สีดำ หมายเลขทะเบียน ฆฒ 8707 กรุงเทพมหานคร รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ นิสสัน เซฟิโร่ สีน้ำตาล หมายเลขทะเบียน กล 543 ระยอง โทรศัพท์มือถือจำนวน 3 เครื่องและอื่นๆอีกหลายรายการ

    คดีแรก..เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 58 เวลาประมาณ 13.00 น.ที่ผ่านมา พล.ต.ต.พรชัย เจริญวงศ์ผบก.ปส.3 พ.ต.อ.บุญยสิทธิ์ รอดชะพรหม ผกก.3 บก.ปส.3พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.3 บก.ปส.3 บช.ปส. ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 2 คน นายศรายุทธ หรือหนุ่ย ถ้ำสุทะ อายุ 34 ปีอยู่บ้านเลขที่ 12/3 ม. ต.โป่งผา อ.แม่สาย จว.เชียงราย นายงามทรัพย์ หรือโจ้ พูนสังข์ อายุ 31 ปีอยู่บ้านเลขที่ 109 ม.6 ต.สี่เหลี่ยม อ.ประโคนชัย จว.บุรีรัมย์พร้อมด้วยของกลางยาบ้าจำนวน 54 มัด รวมประมาณ 108,000 เม็ด (หนึ่งแสนแปดพันเม็ด) ไอซ์ รวมน้ำหนัก 2 กิโลกรัมและของกลางอื่นอีกจำนวนหลายรายการ เหตุเกิดบริเวณด่านเก็บเงินธัญบุรี ถนนกาญจนาภิเษก ต.บึงคำพร้อย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี

    พล.ต.ต.พรชัย กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีกลุ่มพ่อค้ายาเสพติดจำลำเลียงยาเสพติดจาก จว.เชียงรายมาส่งให้กับลูกค้าที่จว.ชลบุรีโดยใช้เส้นทาง ถนนกาญจนาภิเษก บางประอิน -ชลบุรีโดยจะซุกซ่อนมากับรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า วีออส สีดำ หมายเลขทะเบียน ฆฒ 8707 กรุงเทพมหานคร นายศรายุทธ เป็นผู้ขับขี่ และรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ นิสสัน เซฟิโร่ สีน้ำตาล หมายเลขทะเบียน กล 543 ระยอง มีนายงามทรัพย์ เป็นผู้ขับขี่ นำทาง จึงได้วางกำลังเข้าสกัดจับกุมที่บริเวณ ด่านเก็บเงินธัญบุรี ต.บึงคำพร้อย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี พอรถวิ่งมาถึงด่านทางชุดสืบสวนจึงได้แสดงตัวขอเข้าทำการตรวจค้น นายศรายุทธ ได้กลับรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า วีออส สีดำ หมายเลขทะเบียน ฆฒ 8707 กรุงเทพมหานคร วิ่งย้อนศรพุ่งชนรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจจนสงบนิ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจึงตรวจค้นภายในรถยนต์พบของกลางยาบ้าซุกซ่อนอยู่ที่ผนังด้านขวา-ซ้ายบริเวณกระโปรงหลังและด้านหลังเบาะคนขับจำนวน 54 มัดรวมประมาณ 108,000 เม็ด ไอซ์ จำนวน 2 กิโลกรัม จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลางแล้วควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน บก.ปส.3 ดำเนินคดีร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้า,ไอซ์) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย"


    คดีที่ 2 วันที่ 29 ส.ค. 58 เวลาประมาณ 21.30 น.พล.ต.ต.ทนงศักดิ์ ทั่งทอง ผบก.ปส.1 พ.ต.อ.วรวิทย์ไวถนอมสัตว์ รอง ผบก.ปส.1 พ.ต.อ.นนทวรรธน์ อัมรานนท์ ผกก.1 บก.ปส.1 พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน กก.3 บก.ปส.1ได้ทำการจับกุมตัว น.ส.โชติกา หรือ แหม่ม นิลมณี อายุ 39 ปีอยู่บ้านเลขที่ 88/71 ม.2 ถ.เรียบ แขวง โคกแฝด เขต หนองจอก กทม.นาย บิลลี่ อาคอโด อายุ 42 ปี ( MR.ALCORDO BILLY ALOTA ) (สัญชาติฟิลิปินส์) หนังสือเดินทางเลขที่ EC 1648389 พร้อมของกลาง โคเคน 3.85 กรัมเพิ่มเติมได้ทำการตรวจยึด1.รถยนต์ 1 คัน 2.เงิน 16,000 บาท3.สร้อยข้อคล้ายทอง 1 เส้น4.บัตรเดบิดการ์ด 1 ใบ

     โดยกล่าวหาว่า มียาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) เพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต,ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต สถานที่เกิดเหตุ ร้านมูนไซด์ สุขุมวิท 22 ต่อเนื่องตรวจค้นห้อง 706 ชั้น 7 โรงแรมแรมแบรนดท์ สุขุมวิท 18 แขวง/เขตคลองเตย กทม.นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่ง พนักงานสอบสวน บก.ปส.1 ดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

    ที่มา,banmuang.co.th

    ศาลอนุมัติหมายจับเพิ่มอีก2 คดีระเบิดราชประสงค์

    By: news media On: 2:27 AM
  • Share The Gag



  • ศาลมีนบุรีอนุมัติหมายจับเพิ่มอีก2 ชายตามภาพสเก็ตช์1 และหญิง1 คดีระเบิดราชประสงค์
    สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 31 สิงหาคม พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ล่าสุด ศาลจังหวัดมีนบุรีได้มีการอนุมัติหมายจับเพิ่มอีก 1 ราย เป็นผู้ต้องหาตามภาพสเก็ตช์ โดยเป็นชายที่อยู่ห้องพักอาศัย ในอพาร์ตเมนต์ย่านมีนบุรี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตรวจพบหลักฐานที่เป็นปุ่ยยูเรีย และดินเทา
    โดยสามารถใช้ประกอบเป็นระเบิดได้ นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างขอหมายจับอีกหลายราย ทั้งนี้ มั่นใจว่า แนวทางสืบสวนสอบสวนมาถูกทางแล้ว ส่วนการสอบสวนผู้ต้องหาชาวต่างชาติ ที่ถูกจับกุมได้ย่านหนองจอก ขณะนี้มีชัดเจนแล้ว ว่า เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดบริเวณแยกราชประสงค์ และท่าเรือสาทร แต่ยังไม่ทราบสัญชาติที่ชัดเจน ขณะเดียวกันสามารถรู้กลุ่มคนร้าย และรู้ว่าในกลุ่มมีใครบ้าง แต่เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ใช้ชื่อปลอม จึงต้องเร่งติดตามพิสูจน์ให้รู้ ชื่อนามสกุลที่แท้จริง
    พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวอีกว่า การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงต้องมีต้องตรวจค้นดำเนินการทุก 2 - 3 เดือน พร้อมขอความร่วมมือเจ้าของอพาร์ตเมนต์ หอพัก ที่พบมีผู้พักอาศัยลักษณะคล้ายคนร้าย หรือหากพบคนกลุ่มนี้ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อให้เข้าไปตรวจสอบได้ทันที
    แถลงผ่านทีวี
    พูลเผยศาลอนุมัติหมายจับโยงบึ้ม 2 ราย
    เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย หรือทีวีพูล โดยเปิดเผยว่า ศาลจังหวัดมีนบุรีอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับเหตุวางระเบิดราชประสงค์อีก 2 คน คือ น.ส.วรรณา สวนสันต์ เจ้าของห้องพักเลขที่ 9106 หอพักไมมูณา ย่านมีนบุรี ที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบปุ๋ยยูเรียน และดินเทา ซึ่งใช้ประกอบระเบิด และหมายจับชายตามภาพสเก็ตซ์ยังไม่ระบุสัญชาติ

    ที่มา,bangkokbiznews.com

    สยองตายหมู่ 7 ศพ!! กระบะแหกโค้งเหินข้ามเลนชนยับรถพ่วง

    By: news media On: 12:45 AM
  • Share The Gag

  • เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 31 ส.ค. พ.ต.ท.เชณ ภูโอบ พงส.ผนก.สภ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ได้รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุรถบรรทุกพ่วงชนกับรถยนต์กระบะมีผู้เสียชีวิตหลายศพ ที่ถนนปัทมานนท์สายร้อยเอ็ด-สุรินทร์ บริเวณบนสะพานข้ามลำน้ำเสียว บ้านสนาม หมู่ 10 ต.สระคู อ.สุวรรณภูมิ จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.สุริเดช วรรณสุทธิ์ ผกก.สภ.สุวรรณภูมิ พ.ต.อ.สุรัตน์ จันทศิลป์ พงส.ผทค. และหน่วยกู้ชีพ อบต.สระคู หน่วยกู้ชีพ รพ.สุวรรณภูมิ

     เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบรถบรรทุกพ่วงสีฟ้าขาวสภาพใหม่ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ชนกับรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ สีดำ ทะเบียน บธ 3348 ศรีสะเกษ มีสิ่งของกระจายเกลื่อนถนนทั้งเอกสาร ข้าวสารและผลไม้ รถทั้งสองคันขวางถนนบนเชิงสะพานทั้งสองเลน รถคันอื่นไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงปิดการจราจร สภาพรถบรรทุกพ่วงด้านหน้าขวาชนกับรถกระบะด้านหน้าขวาฝั่งคนขับจนตัวรถกระบะบิดงอ


     ตรวจสอบในที่เกิดเหตุ พบผู้เสียชีวิต 7 ศพ ติดอยู่ภายในตัวรถบรรทุก 5 ศพ และกระเด็นตกลงมาเสียชีวิตนอกตัวรถอีก 2 ศพ รวมเป็น 7 ศพ เป็นชาย 5 คน หญิง 2 คน ส่วนบริเวณเบาะที่นั่งคนขับรถกระบะ พบศพและใบขับขี่ระบุ ชื่อ นายจอน บุญเลี้ยง อายุ 35 ปี อยู่หมู่ 2 ต.สะกาจ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ส่วนผู้โดยสารทีเสียชีวิตที่มาด้วย ยังไม่ทราบว่าชื่อว่ามีใครบ้าง

     เจ้าหน้าที่จึงใช้เครื่องตัดถ่างนำเอาศพออกมา นอกจากนั้นยังพบนายณรงค์เดช ดีสุด อายุ 25 ปี อยู่หมู่ 5 ต.นาบัว อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นคนขับรถบรรทุกพ่วง ยืนรอมอบตัวอยู่ในที่เกิดเหตุ ส่วนผู้เสียชีวิตที่ยังไม่ทราบชื่อ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ประสานไปหาญาติตามที่อยู่ของคนขับ เพื่อให้มารับศพทั้งหมดไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณี

     จากการสอบสวนในเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุมีฝนตกพรำๆ นายณรงค์เดช ขับรถบรรทุกหินภูเขาจาก อ.เมือง จ.สุรินทร์ มุ่งหน้าจะนำไปส่งให้ร้านจำหน่ายวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่งในตัว จ.ร้อยเอ็ด แต่เมื่อขับมาถึงที่เกิดเหตุ รถกระบะที่ขับสวนทางมาเข้าโค้งขึ้นบนสะพานแล้วเกิดเสียหลักลื่นไถลแล่นข้ามเลนถนนเข้ามา ตนจะหักหลบก็ไม่ได้ เพราะด้านข้างเป็นราวสะพานคอนกรีตข้ามแม่น้ำ

     จึงทำให้รถชนประสานงากันเสียงดังสนั่นแล้วลากกันไปจากจุดชนประมาณ 15 เมตร จนทำให้มีผู้เสียชีวิตดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะตรวจสอบอย่างละเอียด ทั้งพยานที่เห็นเหตุการณ์และวัตถุพยานในที่เกิดเหตุอีกครั้งหนึ่ง ในเบื้องต้นได้แจ้งข้อหานายณรงค์เดชว่า ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

     ขอบคุณภาพลูกข่ายอาสากู้ภัยร้อยเอ็ด และตำรวจทางหลวง

    ที่มา,khaosod.co.th

    Sunday, August 30, 2015

    ตำรวจเชื่อชายชาวต่างชาติที่ถูกควบคุมตัวโยงคดีระเบิดท่าเรือสาทร

    By: news media On: 9:46 PM
  • Share The Gag

  • ทหารและตำรวจสนธิกำลังเข้าตรวจค้นอพาร์ตเมนท์แห่งหนึ่งในซอยราษฎร์อุทิศ 25/8 ย่านมีนบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ 4-5 จุด ที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น โดยเป็นการขยายผลจากการสอบปากคำชายชาวต่างชาติ รวมทั้งการสอบปากคำเจ้าของพูลอนันต์อพาร์ตเมนท์ ที่มีการควบคุมตัวชายชาวต่างชาติก่อนหน้านี้ เบื้องต้น ตำรวจกองปราบปราม ซึ่งเป็นชุดแกะรอยและเข้าตรวจค้น เปิดเผยว่า มีชื่อของผู้ทำสัญญาเช่าที่เป็นคนไทย แต่ผู้พักอาศัยเป็นชาวต่างชาติ โดยยังไม่สามารถยืนยันจำนวนห้องพักได้ ส่วนการพบดินเทา และปุ๋ยยูเรีย ตำรวจยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าพบหลักฐานดังกล่าวจากการตรวจค้นในจุดใด แต่ยอมรับว่ามีหลักฐานที่อาจบ่งชี้ได้ว่ามีคนไทยร่วมกับขบวนการนี้ ด้าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์เป็นการก่อเหตุลักษณะระเบิดพลีชีพว่า ไม่เคยให้ข่าวนี้ และไม่มีกระแสข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศไทย ส่วนภาพที่เผยแพร่ในสื่อออนไลน์ว่าพบเสื้อกั๊กสำหรับบรรจุระเบิดอยู่ภายในห้องพักของชายชาวต่างชาติ ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ภาพดังกล่าวไม่ได้มาจากทางราชการ และไม่เกี่ยวข้องกับคดี อยากให้ผู้ที่นำภาพมาเผยแพร่ หยุดการกระทำ เพราะจะทำให้เกิดความวิตกกังวลกับสังคมและอาจจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงความคืบหน้าในการสอบสวนชายชาวต่างชาติที่ควบคุมตัวได้ว่า ขณะนี้ชายคนดัง
    กล่าว อยู่ในการควบคุมของทหาร ภายในที่มณฑลทหารบกที่ 11 คาดว่าต้องใช้ระยะเวลาในการสอบสวน เนื่องจากผู้ต้องสงสัยพูดภาษาไทยไม่ได้ ต้องใช้ล่ามภาษาอังกฤษ และภาษาเทียบเคียงที่คาดว่าจะช่วยในการสื่อสาร ส่วนการพิสูจน์อื่นๆ มีการเก็บหลักฐาน อาทิ โทรศัพท์มือถือ เสื้อผ้า และรองเท้า นำไปตรวจหาดีเอ็นเอ โดยเฉพาะข้อมูลในโทรศัพท์จะทำการถอดชิป เพื่อตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังอย่างละเอียด และกู้ข้อมูลบางส่วนที่ถูกลบอีกครั้ง สำหรับหลักฐานที่พบในห้องพักของผู้ต้องสงสัย บางชิ้นคล้ายกับเหตุระเบิดก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะฝักแคระเบิดที่เป็นชนิดเดียวกับที่ตำรวจเจอในที่เกิดเหตุระเบิดท่าน้ำสาทร ทำให้สันนิษฐานได้ว่าเตรียมก่อเหตุอีกหลายจุด โดยข้อมูลที่ได้จากโทรศัพท์มือถือ พบว่าผู้ต้องสงสัยอยู่ในที่เกิดเหตุระเบิดบริเวณท่าเรือสาทร และเป็นหนึ่งในขบวนการแน่นอน แต่ยังบอกไม่ได้ว่าทำหน้าที่อะไร ส่วนจะใช่ผู้ก่อเหตุที่ตำรวจออกหมายจับตามภาพสเก็ตช์หรือไม่นั้น ต้องรอผลตรวจดีเอ็นเอจากธนบัตรที่คนผู้ก่อเหตุจ่ายเป็นค่ารถแท็กซี่ และจากในตัวรถเพื่อยืนยันอีกครั้ง ส่วนการเรียกสอบปากคำคนขับรถแท็กซี่ในวันเกิดเหตุหลายครั้ง เนื่องจากคำให้การสับสน ไม่ตรงกับพยานหลักฐาน อีกทั้งพบว่าข้อมูลทางโทรศัพท์ของคนขับแท็กซี่มีการติดต่อกับผู้ต้องสงสัยหลายครั้ง

    ที่มา,news.thaipbs.or.th

    เห่อหวย '3 ตัวหน้า' วัดดวงซื้อยกเล่ม ประเดิม 'งวด1ก.ย.'

    By: news media On: 7:21 PM
  • Share The Gag


  • คอหวยเตรียมลุ้นออกสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัล 3 ตัวหน้า งวดแรก 1 ก.ย.2558 แห่ซื้อสลากจนเกลี้ยงแผง คนขายสลากฯสุดปลื้ม ยอดขายกระเตื้องทันตาชี้เพราะคนซื้อมีทางเลือกมากขึ้น โดยจ่ายยกเล่มแค่ 8 พันบาท หากถูก 3 ตัวหน้า มีสิทธิรับเงินถึง 4 แสนบาท รวมถึงมีสิทธิลุ้นถูกเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัวและรางวัลอื่นๆ หรือโชคดีถูกควบ 3 ตัวหน้า-หลังในใบเดียว ก็คืนทุนทันที

    ประเดิมงวดแรกสำหรับการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 1 ก.ย.2558 ที่ให้ เลขบนสลากฯ 3 ตัวหน้า สามารถถูกรางวัลได้ด้วย โดยเมื่อวันที่ 30 ส.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก พล.ต.ฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ว่าการออกรางวัลงวดวันที่ 1 ก.ย.นี้ สำนักงานสลากฯมีความพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ในการออกรางวัลเลขหน้า 3 ตัว จำนวน 2 รางวัล เพราะในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เราเตรียมความพร้อมและทดสอบระบบต่างๆ ทั้งในเรื่องการจ่ายเงินรางวัล การออกรางวัล และการประกาศรางวัลเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาด โดยเฉพาะการออกรางวัลและการประกาศรางวัลนั้น กำหนดให้ออกรางวัลเลข 3 ตัวหน้า จำนวน 2 รางวัล ก่อนที่จะออกรางวัลเลขท้าย 3 ตัว จำนวน 2 รางวัล รวมถึงปรับเงื่อนไข และพิมพ์รายละเอียดต่างๆ ลงในสลากทุกใบ โดยในงวดวันที่ 1 ก.ย.นี้ พิมพ์เงื่อนไขเงินรางวัล โดยเพิ่มรางวัลเลข 3 ตัวหน้า เสี่ยง 2 ครั้ง รางวัลละ 2,000 บาท ส่วนรางวัลเลขท้าย 3 ตัว เงินรางวัลละ 2,000 บาทเหมือนเดิม แต่จำนวนรางวัลจากเดิมที่มีอยู่ทั้งหมด 4 รางวัลจะลดลงเหลือเพียง 2 รางวัล เพื่อนำ 2 รางวัลที่ลดลงไป เป็นรางวัลเลข 3 ตัวหน้า

    พล.ต.ฉลองรัฐกล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์การจำหน่ายสลากฯ งวดประจำวันที่ 1 ก.ย.นี้ ทางสำนักงานสลากฯ มั่นใจว่าได้รับการตอบสนองจากประชาชนที่ต้องการเสี่ยงโชคเป็นอย่างดี ทั้งในเรื่องของการควบคุมราคาขายปลีกสลากฯ ไม่ให้เกินคู่ละ 80 บาท และการออกรางวัลใหม่คือรางวัลเลขหน้า 3 ตัว จำนวน 2 รางวัล ผลปรากฏว่ามีประชาชนและพ่อค้าสลากจำนวนมากให้ความสนใจ สอบถามถึงประเด็นดังกล่าวจำนวนมาก ทำให้พ่อค้าสลากบางรายบอกว่า ยอดขายสลากในงวดนี้ดีกว่าทุกงวดที่ผ่านมา

    ส่วนความคืบหน้าในการจัดสรรโควตาสลากจำนวน 74 ล้านฉบับนั้น ผอ.สำนักงานสลากฯ กล่าวว่าในวันที่ 2 ก.ย.นี้ บอร์ดจะหารือถึงเรื่องดังกล่าว หลังจากที่คณะอนุกรรมการสลากฯ ที่พิจารณาเรื่องการจัดสรรโควตาลงพื้นที่สำรวจราคาสลากและความ ต้องการที่แท้จริงจากผู้ค้าสลากเรียบร้อยแล้ว โดยมีข้อสรุป 5 แนวทาง ประกอบด้วย 1. การจัดสรรโควตาสลากให้รายย่อยรายละ 5 เล่มคู่ 2. การจัดสรรโควตา สลากให้รายย่อยรายละ 10 เล่มคู่ 3. การจัดสรรโควตาให้กับรายย่อยแบบไม่จำกัด 4. การจัดสรรโควตาสลากให้รายย่อยกำหนดเพดานไม่เกินคนละ 50 เล่มคู่ และ 5. เปิดจำหน่ายสลากผ่านระบบออนไลน์ ส่วนบอร์ดจะตัดสินใจอย่างไร เป็นอำนาจของบอร์ด ส่วนฝ่ายบริหารสำนักงานสลากฯ มีหน้าที่ในการจัดเตรียมข้อมูลต่างๆ เท่านั้น

    วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวสำรวจการซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลที่สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนินกลาง และศูนย์การค้าสลากไทย จ.นนทบุรี พบว่าการซื้อขายในโค้งสุดท้าย เป็นไปอย่างคึกคัก ร้านขายส่งจากที่เคยขายสลากฯ คู่ละ 76-77 บาท ได้ปรับราคาเป็นขายปลีกที่คู่ละ 80 บาท แต่นักเสี่ยงโชคยังหาซื้อจนหมด ซึ่งผู้ค้าต่างบอกตรงกันว่าเพราะมีรางวัลเลข 3 ตัวหน้าให้ลุ้นทำให้สลากฯ ขายดี บางคนซื้อยกเล่ม 100 ใบ ในราคา 8 พันบาท ซึ่งเลข 3 ตัวหน้าจะเป็นเลขเดียวกันทั้ง 100 ใบ ส่วนเลขท้ายจะเรียงลำดับ 00-99 คนซื้อลงทุนเพียง 6 พันเท่านั้น เพราะจะได้คืน 2 พันบาท จากรางวัล 2 ตัวล่างที่ต้องถูกอย่างแน่นอน และหากถูก 3 ตัวหน้าจะได้รางวัลมากถึง 4 แสนบาท เพราะสลาก 1 เล่มคู่ เลข 3 ตัวหน้าจะเหมือนกันทั้งเล่ม หรือเท่ากับ 100 ฉบับคู่ หรือหากถูกรางวัล 3 ตัวหน้าและเลข 3 ตัวหลัง ในใบเดียวกันจะได้รับเงินรางวัลรวม 8 พันบาท รวมทั้งยังมีรางวัลอื่นๆ ให้ลุ้นด้วย

    ทั้งนี้ นางดวงใจ นิลสีอ่อน แม่ค้าหวยรายย่อยบริเวณสี่แยกคอกวัว กล่าวว่า งวดนี้ขายดีกว่างวดที่ผ่านมา เพราะมีเลขเด่นเลขดังเยอะ และสลากฯ 1 ใบมีลุ้นรางวัลมากขึ้น แม้ว่าจะยกเลิกรางวัลแจ็กพอตไปแล้ว แต่รางวัลที่ 1 มีเงินรางวัลเพิ่มขึ้นจากใบละ 4 ล้าน เป็นใบละ 6 ล้าน โดยเฉพาะการเพิ่มรางวัลเลข 3 ตัวหน้า ทำให้สลากฯ ขายดีมากขึ้น เพราะคนซื้อได้ลุ้นรางวัลทั้ง 3 ตัวหน้า และ 3 ตัวท้าย เมื่อก่อนคนซื้อจะถามหาเลขท้าย 2 ตัว หรือ 3 ตัวที่อยากได้ ถ้าไม่มีจะไม่ซื้อ แต่งวดนี้ถ้าเลขท้าย 3 ตัว ที่อยากได้ไม่มี ก็เปลี่ยนไปเอาเลข 3 ตัวหน้าแทน คนซื้อมีทางเลือกมากขึ้น คนขายจึงขายได้ง่ายขึ้น

    ที่มา,thairath.co.th

    คุก 5 ปี ปรับ 5 แสน พรบ.ทวงหนี้ สะเทือนคนมีสีรับจ๊อบ

    By: news media On: 7:13 PM
  • Share The Gag

  • กฎหมายเอาใจคนจนมาแล้ว พ.ร.บ.ทวงถามหนี้ เริ่มบังคับใช้วันที่ 2 ก.ย.นี้ ลูกหนี้ที่ต้องทนทุกข์ทรมานคอยหลบซ่อนจากการถูกนักเลง ผู้แทนไฟแนนซ์ แม้กระทั่งทนายความทวงถามหนี้สินอย่างบ้าเลือด ใช้คำพูดและกิริยาข่มขู่คุกคาม ประจานให้อับอายด้วยจดหมายเปิดผนึก บัดนี้ถึงเวลาลืมตาอ้าปาก ชดใช้หนี้จำนวนตามความจริงและไม่ต้องหวาดกลัวอีกต่อไป เผยตำรวจทหารรับจ๊อบทวงหนี้เจอคุกแน่

    รัฐบาลเตรียมคลอดกฎหมาย พ.ร.บ.ทวงถามหนี้เอาใจคนจน เปิดเผยขึ้นเมื่อวันที่ 30 ส.ค. มีรายงานจากสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ถนนราชดำเนิน ว่ากฎหมาย พ.ร.บ.ทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 จะออกมาบังคับใช้วันที่ 2 ก.ย.นี้ มีสาระสำคัญดังนี้ มาตรา 5 บุคคลผู้ประกอบธุรกิจทวงหนี้ ต้องจดทะเบียนประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ต่อนายทะเบียน มาตรา 6 กรณีผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ที่เป็นทนายความ ให้จดทะเบียนกับสภาทนายความ มาตรา 29 ให้ที่ทำการปกครอง หรือกองบัญชาการตำรวจนครบาล รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ มีอำนาจรับร้องเรียนการทวงหนี้ผิดกฎหมาย ติดตามพฤติกรรมของผู้ทวงถามหนี้ มาตรา 39 ผู้ฝ่าฝืนไม่ไปจดทะเบียนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท

    ในส่วนของวิธีการทวงนี้มี มาตรา 11 ห้ามข่มขู่ ใช้ความรุนแรง ใช้วาจาดูหมิ่น แจ้ง หรือเปิดเผยตัวลูกหนี้ ใช้ข้อความสื่อความหมายในการทวงถามไม่เหมาะสม มาตรา 12 ห้ามทวงถามหนี้ที่เป็นเท็จ อ้างว่าเป็นหน่วยงานของรัฐ ทนายความ สำนักงานกฎหมาย อ้างว่าถ้าไม่จ่ายจะถูกดำเนินคดี หรือถูก อายัดเงินเดือน มาตรา 13 ห้ามทวงถามหนี้ที่ไม่เป็นธรรม เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเกินกำหนด มาตรา 14 ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐ ไปทวงถามหนี้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง มาตรา 23 ให้ลูกหนี้ที่เดือดร้อนจากพฤติกรรมดังกล่าวไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการติดตามการทวงถามหนี้ หากถูกละเมิดสิทธิ์ และหากผู้ทวงหนี้ฝ่าฝืนกฎหมายฉบับนี้ต้องระวางโทษจำคุก 3-5 ปี หรือปรับ 300,000-500,000 บาท นอกจากนี้ยังมีบทห้ามทวงหนี้นอกเวลาทำการเป็นต้น

    เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความฯ กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้ได้มีการจัดอบรมทนายความทุกภูมิภาคเพื่อทำความเข้าใจ โดยเมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่ จ.อุดรธานี ได้ร่วมกับผู้ประกอบการทวงหนี้ที่มิใช่ทนายความ อบรมเรื่อง “ทวงหนี้อย่างไรไม่ติดคุก” เป็นการป้องปรามการทวงถามหนี้ที่เกินความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นการข่มขู่ การยึดทรัพย์สิน เช่น รถที่เช่าซื้อ บางรายถึงขนาดกระโดดเกาะรถ หรือใช้อำนาจบาตรใหญ่ โดยหลักการของการทวงถามหนี้ทางแพ่งจะใช้มาตรการทางอาญามาบังคับไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการทางศาลในการทวงถามหนี้ การข่มขู่ทุกรูปแบบ ถือว่าเป็นการกระทำความผิดอาญา เป็นการละเมิดสิทธิลูกหนี้ การทวงถามหนี้ที่ไม่ถูกที่ถูกเวลาก็เป็นเหตุหนึ่งที่นำมาบรรจุไว้ในกฎหมายฉบับนี้ เพราะฉะนั้น การทวงถามหนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบอาชีพทวงถามหนี้ที่ไม่ใช่ทนายความหรือเป็นทนายความ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของสภาทนายความที่ต้องอยู่ในกรอบ ไม่เช่นนั้นแล้วหากมีการฝ่าฝืนก็จะมีโทษทางอาญา โดยเฉพาะการใช้ความรุนแรงกับหนี้นอกระบบ กฎหมายฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ทำให้สังคมเข้าสู่การบังคับใช้กฎหมายด้วยหลักนิติธรรมที่แท้จริง

    นายวีระศักดิ์ โชติวานิช ทนายความชื่อดังในคดีหมอวิสุทธิ์ วิทยากรอบรมทนายความ เรื่อง พ.ร.บ.ทวงถามหนี้ กล่าวว่า กฎหมายแบ่งเป็นสองส่วนส่วนแรก ใช้กับคนทั่วไป ส่วนที่สองใช้กับทนายความ ส่วนแรกบังคับบุคคลทั่วไปที่ประกอบอาชีพทวงหนี้เปิดบริษัทรับติดตามหนี้สิน รับคดีมาจากสถาบันการเงินเป็นลอตๆ การทวงหนี้ต้องไปขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของมหาดไทย ส่วนทนายความต้องไปขึ้นทะเบียนกับสภาทนายความ กรณีเปิดสำนักงานและรับติดตามหนี้สิน และมีขั้นตอนปฏิบัติการติดตามทวงถามแตกต่างไปจากบุคคลทั่วไป และไม่ว่าจะเป็นบุคคลทั่วไปหรือทนายความต้องไปขึ้นทะเบียน หากฝ่าฝืน หรือไปทวงหนี้ขัดต่อกฎหมายฉบับนี้มีโทษจำคุก 3-5 ปี ถ้าเป็นทนายความติดคุกจริงก็ต้องถูกลบชื่อ หากศาลรอการลงโทษ ก็ดูเป็นรายๆ อาจจะถูกพักใบอนุญาตก็ได้

    ผู้สื่อข่าวถามว่า กฎหมายฉบับนี้คุ้มครองใครบ้าง นายวีระศักดิ์กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้วคุ้มครองประชาชนที่เป็นลูกหนี้ ไม่ให้ถูกกระทบกระเทือนจากการทวงหนี้ทั้งนอกระบบและในระบบ การทวงหนี้ต้องไม่กระทำเปิดเผย การใช้ซองจดหมายจะเปิดผนึกไม่ได้ ใช้ไปรษณียบัตรหรือมีข้อความให้รู้ว่าเป็นการทวงหนี้ไม่ได้ การทวงหนี้ต้องกระทำภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เกินเวลา 18.00 น. ทวงไม่ได้ ต้องใช้กิริยาสุภาพ ส่วนจะมองว่ากฎหมายฉบับนี้ไปส่งเสริมลูกหนี้ จะทำอย่างไร นายวีระศักดิ์กล่าวว่า แล้วแต่มุมมอง อย่างที่บอก กฎหมายฉบับนี้ดีต่อสุภาพชน แต่เป็นปัญหาเพิ่มภาระเพิ่มการสุ่มเสี่ยง กับทนาย ส่วนพวกทวงหนี้นอกระบบก็อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ และนอกจากกฎหมายจะคุ้มครองลูกหนี้แล้ว ยังคุ้มครองผู้ค้ำประกันด้วย

    “นอกจากมี พ.ร.บ.ทวงถามหนี้ที่พูดกันอยู่นี้ ยังมีกฎหมายเก่าที่แก้ไขใหม่ คือกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 686 เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด เจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันไม่ได้ หมายความว่าถ้าทนายความหรือเจ้าหนี้ทำหนังสือทวงหนี้ส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ ต้องตรวจสอบให้ดีว่าฝ่ายผู้ค้ำประกันได้รับหนังสือทวงหนี้หรือยัง ถ้ายังไม่ได้รับแล้วเกิดไปทวงก่อนกำหนดก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะมีผลกระทบตามมา ต่อไปนี้ไฟแนนซ์จะทวงหนี้นอกเวลา กระโดดเกาะรถ ดึงกุญแจ ทำไม่ได้ บางทีผู้ใหญ่บ้านตามต่างจังหวัดปรารถนาดีออกเสียงตามสายว่า ให้นาย ก ลูกหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ธนาคารหรือไฟแนนซ์อยู่ให้รีบไปเคลียร์เสีย อย่างนี้ก็ไม่ได้ ส่วนทหาร ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ รับจ๊อบติดตามทวงหนี้ ก็จะทำไม่ได้อีกต่อไปเพราะเป็นการขัดต่อกฎหมายฉบับนี้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกถึง 5 ปี ปรับถึง 5 แสนบาท” นายวีรศักดิ์กล่าว

    ที่มา,thairath.co.th

    ใช้เสียงสมาชิกพรรคคว่ำร่างรธน.ผ่านผลประชามติ

    By: news media On: 6:23 PM
  • Share The Gag

  • ใช้เสียงสมาชิกพรรคคว่ำร่างรธน.ผ่านผลประชามติ : ขยายปมร้อนสำนักข่าวเนชั่น โดย ประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดี
               ข้อถกเถียงที่กำลังฮือฮาที่สุดในเวลานี้คงหนีไม่พ้นร่างรัฐธรรมนูญ ที่หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า มีข้อบกพร่องและขัดแย้งกันเองอยู่ในตัว แต่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกลับยืนกระต่ายขาเดียวว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด

               รวมถึงการเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า การทำหน้าที่ของ คปป.ซ้ำซ้อนกับการบริหารประเทศของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

               กลายเป็นว่ารัฐบาลที่ประชาชนเลือกเข้ามาเองนั้น ต้องอยู่ภายใต้อำนาจของคปป. และต้องทำตามข้อเสนอของ คปป.ด้วยกฎเหล็กใช้เสียง 3 ใน 4 บีบให้รัฐบาลต้องทำตาม

               เมื่อรัฐธรรมนูญเขียนออกมาแบบนี้ ย่อมแสดงว่า ความวุ่นวายทางการเมืองของประเทศไทยกำลังจะกลับมาอีกครั้งอย่างแน่นอน เพราะ คสช.ยังมีอำนาจควบคุมฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติผ่านนอมินีที่เรียกว่า ส.ว.แต่งตั้งชุดใหม่

               ขณะที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ก็เข้ามาควบคุมทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

               เรียกว่า ครม.ทั้งคณะถูกควบคุมโดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ อีกที ดังนั้นอำนาจของแต่ละฝ่ายที่ทับซ้อนกันนั้น ย่อมต้องฟาดฟันกันจนเละตุ้มเป๊ะเป็นธรรมดา

               เมื่อร่างรัฐธรรมนูญแบบนี้ทำท่าว่าจะถูกผลักดันให้ออกมามีผลบังคับใช้จริง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยย่อมต้องหาวิธีการเพื่อคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ลงให้ได้

               ทุกสายตาจึงโฟกัสไปที่ 2 พรรคการเมืองใหญ่อย่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย เพราะเกิดขึ้นไม่บ่อยนักที่ 2 พรรคคนละขั้วนี้กลับเห็นตรงกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้แย่ที่สุดเท่าที่เคยมีรัฐธรรมนูญมา

               ฟากพรรคเพื่อไทยยืนยันว่า ให้ความร่วมมือกับ คสช.และรัฐบาลมาโดยตลอด ในการให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่างๆ เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ

               แต่เมื่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการออกมา แล้วพรรคเพื่อไทยเห็นว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ก็รีบทำความเห็นเป็นข้อวิพากษ์ต่อร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้เห็นถึงจุดยืนของพรรค

               โดยหวังว่า การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในวันที่ 6 กันยายน เพื่อลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้น สปช.จะรับข้อคิดเห็นและข้อวิพากษ์ของพรรคเพื่อไทย ที่เป็นห่วงว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศได้อย่างไรไว้พิจารณาด้วย

               แต่เมื่อข้อเสนอแนะและความเห็นของพรรคเพื่อไทย ดูเหมือนจะถูกเพิกเฉยจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่าทีและความเคลื่อนไหวพร้อมคว่ำร่างรัฐธรรมนูญจึงเริ่มชัดเจนขึ้น

               นายสามารถ แก้วมีชัย อดีตส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ดูจะพูดได้เห็นภาพชัดมากที่สุดว่า “หาก สปช.ลงมติผ่านร่างรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยก็พร้อมจะรณรงค์ให้ประชาชนคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เชื่อว่าหากประชาชนรับรู้จุดอ่อนของรัฐธรรมนูญนี้จะไม่รับร่างฯ แน่นอน เพราะขณะนี้ทุกพรรคการเมืองก็ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ แต่หากประชาชนเห็นด้วยกับการทำประชามติ ก็พร้อมที่จะยอมรับเสียงของประชาชน”

               ตบท้ายแบบแกมขู่ด้วยว่า พรรคเพื่อไทยจะลงสมัครรับเลือกตั้งหรือบอยคอตการเลือกตั้งสมัยหน้าหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ ขอรอดูและตัดสินใจต่อสถานการณ์ไปทีละขั้นตอนก่อน

               ขณะที่ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เมื่อจะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลอย่างรอบด้าน โดยจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญกว่า 10 ล้านเล่ม แจกจ่ายให้ประชาชนได้ศึกษา ก็ควรที่จะเปิดโอกาสให้เราได้ทำความเข้าใจกับประชาชนด้วย

               ยืนยันว่าจะไม่มีการปลุกระดมหรือไปทำความวุ่นวายใดๆ ให้บ้านเมืองอย่างแน่นอน เพียงแต่จะสื่อสารกับประชาชนว่า ร่างรัฐธรรมนูญนั้นหากมีผลบังคับใช้จะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง”

               ในวันที่ 6 กันยายน จึงถือเป็นดุลพินิจแรกโดย สปช.ว่าจะมีความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร ถ้าเห็นชอบก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของประชาชนที่จะต้องไปลงประชามติ

               ห้วงเวลานี้เอง พรรคเพื่อไทยคงจะดูว่า กฎเกณฑ์และกติกาต่างๆ นั้น มีช่องทางใดบ้างที่จะสามารถสื่อสารเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนได้ และสามารถที่จะทำได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร

               จับสัญญาณดูแล้วเชื่อว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยพูดคุยกันบ้างแล้วว่า จะมีช่องทางอย่างไรที่จะสื่อสารให้ประชาชนรับรู้ได้บ้าง เพราะเชื่อว่าสุดท้ายแล้วคงปิดกั้นไม่ได้ เพราะขนาด 2 พรรคการเมืองใหญ่ก็ยังเห็นตรงกันในขณะนี้

               ที่แน่ๆ วิธีการหนึ่งที่จะถูกงัดออกมาใช้คือ การสื่อสารกับชาวบ้านผ่านหัวคะแนนต่างๆ ของตัวเอง เนื่องจากพรรคและอดีตส.ส.ของพรรค หากเคลื่อนไหวครึกโครมก็เสี่ยงที่จะถูกจับตาเปล่าๆ

               อย่าลืมว่า พรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่งนั้น มีสมาชิกพรรคอยู่ในมือไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน ขณะที่อดีต ส.ส.เองก็มีทีมงานที่คอยลงไปให้ความรู้ประชาชนตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนอยู่แล้ว

               เมื่อคว่ำร่างรัฐธรรมนูญในชั้น สปช.ไม่ได้ การคว่ำร่างรัฐธรรมนูญผ่านเสียงประชามติ จึงเป็นช่องทางหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

               เพียงแต่เวลานี้ยังเป็นขั้นตอนของการพยายามสื่อสารก่อนว่า ค่อยๆ ทำ คิดให้ดี อย่าใช้อารมณ์จนกลายเป็นตราบาปไปชั่วชีวิต เพราะอะไรที่ยิ่งกด ก็จะยิ่งมีแรงดัน

               อย่าทำให้ท้ายที่สุดแล้ว การปฏิรูปต้องกลายเป็นเพียงแค่ข้ออ้างของการสืบทอดอำนาจ

    ที่มา,komchadluek.net

    ศาลฎีกาฯนัดตรวจพยานหลักฐาน คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว วันนี้

    By: news media On: 5:45 PM
  • Share The Gag

  • วันนี้ (31 ส.ค.2558) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดตรวจพยานหลักฐานคดีที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ข้อหาปล่อยปละละเลยให้ทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวและทีมทนายความ ยืนยันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเดินทางไปศาลด้วยตัวเอง
    ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเดินทางไปศาลและคู่ความต้องยื่นบัญชีพยาน ทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสาร และเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายโต้แย้ง สัปดาห์ที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยื่นคำร้องโต้แย้งคัดค้านบัญชีพยานของโจทก์ หลังจากพบเพิ่มเติมพยานบุคคล 23 ปาก และพยานเอกสารอีกกว่า 60,000 แผ่น นอกเหนือสำนวนของ ป.ป.ช.
    พยานบุคคลและพยานเอกสารที่เพิ่มเติม จึงถือเป็นพยานหลักฐานนอกสำนวนและศาลนัดฟังคำสั่งกรณีคำร้องคัดค้านบัญชีพยานของฝ่ายโจทก์ในวันนี้ด้วย คดีนี้อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นจำเลย ในความผิดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตามพระราชบัญญัติ ป.ป.ช.พ.ศ.2542 และข้อกล่าวหาละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ทำให้รัฐเสียหายกว่า 500,000 ล้านบาท

    ที่มา,http://news.thaipbs.or.th/