ธนาคารกรุงเทพ จัดสรรเงินสดสำรองไว้ให้บริการแก่ลูกค้าในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่กว่า 60,000 ล้านบาท ผ่านตู้เอทีเอ็มที่รองรับการให้บริการเกือบ 10,000 จุดทั่วประเทศ ย้ำสาขา ไมโครในห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศกว่า 300 แห่ง เปิดให้บริการปกติไม่มีวันหยุด โดยกำหนดแผนดูแลการเติมเงินสดเป็นพิเศษในจุดท่องเที่ยวหลัก
รายงานข่าวจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ ระหว่างวันเสาร์ที่ 30 ธันวาคม 2560 – วันอังคารที่ 2 มกราคม 2561 นั้น ทางธนาคารได้ดำเนินการสำรองเงินสดไว้ให้บริการแก่ลูกค้าเพิ่มเติมจากภาวะปกติโดยรวมทั้งสิ้นประมาณ 60,000 ล้านบาท ผ่านช่องทางบริการเอทีเอ็มที่มีเกือบ 10,000 จุดทั่วประเทศ ควบคู่ไปกับบริการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารที่พร้อมอำนวยความสะดวกและให้สามารถทำรายการธุรกรรมต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง เช่น บริการบัวหลวงโฟน โทร.1333 บริการบัวหลวง ไอแบงก์กิ้ง และบริการบัวหลวง เอ็มแบงก์กิ้ง รวมถึงบริการรับชำระสินค้าและบริการผ่านระบบคิวอาร์โค้ด (QR Code ) เป็นต้น
ทั้งนี้ ลูกค้ายังสามารถใช้บริการทางการเงินของธนาคารกรุงเทพผ่านสาขาไมโคร ที่เปิดให้บริการภายในห้างสรรพสินค้าและจุดชุมชนกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ ได้ตามปกติในช่วงดังกล่าว โดยสาขาธนาคารทั่วประเทศจะเปิดทำการปกติตั้งแต่วันพุธที่ 3 มกราคม 2561 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ ธนาคารยังได้เตรียมความพร้อมสำหรับดำเนินการดูแลและเพิ่มความถี่ในการจัดเตรียมเงินสดในตู้เอทีเอ็มที่ตั้งอยู่ในจุดท่องเที่ยวทั่วประเทศเป็นกรณีพิเศษ เพราะฉะนั้นลูกค้าของธนาคารจึงมั่นใจได้ว่าจะสามารถเบิกถอนเงินสดสำหรับใช้จ่ายในช่วงเทศกาลดังกล่าวได้อย่างสบายใจ
สำหรับลูกค้าที่ต้องการตรวจสอบรายชื่อสาขาไมโครที่เปิดให้บริการ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ เว็บไซต์ www.bangkokbank.com หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อศูนย์บริการธนาคารทางโทรศัพท์ โทร.1333
ที่มา: naewna
ถือเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2557 ที่เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวที่ระดับ 3% หรือมากกว่า เป็นเวลา 2 ไตรมาสติดต่อกัน
ดัชนีดาวโจนส์ ปิดตลาดวันพฤหัสบดี (21ธ.ค.)ตามเวลาท้องถิ่น ปรับตัวขึ้น เพราะได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มการเงินและหุ้นกลุ่มพลังงาน และหลังจากที่หลายบริษัทประกาศว่าจะนำเม็ดเงินที่ประหยัดได้จากมาตรการปรับลดภาษีไปลงทุนเพิ่มขึ้น และเพิ่มค่าจ้างให้แก่พนักงาน นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยหนุนจากการที่เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวในไตรมาส 3 สูงสุดในรอบกว่า 2 ปี
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวขึ้น 55.64 จุดหรือ 0.23% ปิดตลาดที่ 24,782.29 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 5.32 จุดหรือ 0.20% ปิดที่ 2,684.57 จุด และดัชนีแนสแด็กบวก 4.40 จุดหรือ 0.06% ปิดที่ 6,965.36 จุด
ทั้งนี้ บริษัทเอ็นบีซี ยูนิเวอร์แซล, คอมแคสต์, โบอิ้ง, เอทีแอนด์ที และเวลส์ ฟาร์โก ประกาศว่า บริษัทจะเพิ่มค่าแรง และโบนัสให้แก่พนักงาน รวมทั้งเพิ่มงบในการใช้จ่าย และลงทุน หลังสภาคองเกรสให้การรับรองร่างกฎหมายปฏิรูปภาษี ก่อนที่จะส่งต่อให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เพื่อลงนามให้มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย
ร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีขั้นสุดท้าย มาจากการรวมเนื้อหาของร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีที่ผ่านการอนุมัติของวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรก่อนหน้านี้ โดยร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีขั้นสุดท้ายจะยังคงจำนวนขั้นบันไดของการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไว้ที่ 7 ขั้น คือที่ระดับ 10%, 12%, 22%, 24%, 32%, 35% และ 37% โดยลดอัตราภาษีขั้นสูงสุดสู่ระดับ 37% จากระดับ 39.6%
ขณะเดียวกัน จะปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ลงสู่ระดับ 21% จากระดับ 35% โดยมีผลบังคับใช้ทันทีในวันที่ 1 ม.ค.ปีหน้า แทนที่จะชะลอออกไปอีก 1 ปีตามร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของวุฒิสภา
ร่างกฎหมายดังกล่าวถือเป็นการปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐนับตั้งแต่ปี 2529 หรือกว่า 30 ปี และจะถือเป็นชัยชนะครั้งแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรสนับตั้งแต่ที่ปธน.ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งในเดือนม.ค.
ด้านกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นตัวเลขประมาณการขั้นสุดท้าย สำหรับการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ประจำไตรมาส 3 ที่ระดับ 3.2% โดยต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.3% แต่เป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2557 และดีดตัวขึ้นจากไตรมาส 2 ซึ่งมีการขยายตัว 3.1%
ก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 ที่ระดับ 3.3% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ขณะที่ตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 อยู่ที่ระดับ 3.0%
ถือเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2557 ที่เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวที่ระดับ 3% หรือมากกว่า เป็นเวลา 2 ไตรมาสติดต่อกัน
ที่มา: bangkokbiznews
นายภุชพงค์ โนดไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานสถิติฯได้ทำสำรวจข้อมูลโดยวิธีการสำรวจตัวอย่างและสำมะโนประชากรประมาณ 26,000-80,000 ราย ในด้านต่างๆ โดยจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนในช่วงครึ่งปีแรก 2560 จัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ ค่าใช้จ่าย หนี้สิน และทรัพย์สินของครัวเรือน ตลอดจนลักษณะที่อยู่อาศัย พบว่าครัวเรือนไทยทั่วประเทศมีรายได้เฉลี่ย 26,973 บาทต่อเดือน มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 21,897 บาทต่อเดือน โดยรายได้และค่าใช้จ่ายของครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี และส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นเกือบทุกภาคและทุกกลุ่มอาชีพ ซึ่งอัตราการเพิ่มของรายได้อยู่ที่ 0.1% น้อยกว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น 1.7% และมีแนวโน้มว่าผลสำรวจรายได้และค่าใช้จ่ายของครัวเรือนไทยปี 2560 จะมีแนวโน้มใกล้เคียงตัวเลขในช่วงครึ่งปีแรก ในทางกลับกันพบว่าภาคครัวเรือนไทยมีการออมลดลง
โดยในช่วงครึ่งปีแรกมีเงินออมเฉลี่ย 5,076 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็นสัดส่วนเงินออมต่อรายได้ 18.8% และเมื่อเทียบหนี้สินต่อรายได้ของครัวเรือนในรอบ 11 ปี ตั้งแต่ปี 2550-2560 พบว่าหนี้สินต่อรายได้ในปี 2554 และ 2558 ต่ำสุดคือ 5.8 เท่าแล้วเพิ่มขึ้นเป็น 6.6 เท่าในปี 2560 หรือเฉลี่ย 177,128 บาทต่อครัวเรือน โดยมีข้อสังเกตว่าครัวเรือนที่มีรายได้สูงจะมีค่าใช้จ่ายและหนี้สินสูงขึ้นเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ ในส่วนของหนี้นอกระบบของครัวเรือนในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้นเป็น 6.2% เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่ 4.9% และมีหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้นเป็น 4.6% เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่ 3.7%
"ในช่วงครึ่งปีแรกพบว่าครัวเรือนที่มีหนี้สินคิดเป็น 51% ของครัวเรือนทั้งประเทศ หรือคิดเป็น 11 ล้านครัวเรือน โดยมีจำนวนหนี้สินเฉลี่ย 177,128 บาทต่อครัวเรือน หรือประมาณ 6.6 เท่าของรายได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการก่อหนี้เพื่อใช้ในครัวเรือน แบ่งเป็น การใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค 40.3% ซื้อบ้านหรือซื้อที่ดิน 34% และหนี้เพื่อใช้ในการศึกษา 1.8% และการก่อหนี้เพื่อใช้ในการลงทุนและอื่นๆ แบ่งเป็น หนี้ใช้ทำการเกษตร 12.9% และใช้ทำธุรกิจ 10.5% โดยจะเห็นว่าสาเหตุการเป็นหนี้ส่วนใหญ่นำมาใช้ในครัวเรือน ซึ่งเป็นการก่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้" นายภุชพงค์ กล่าว
ที่มา: bangkokbiznews
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังกลุ่มสมาชิกรัฐสภาและภาคเอกชนของญี่ปุ่นเข้าเยี่ยมคารวะว่า กลุ่มสมาชิกรัฐสภาฯ มีทั้ง ส.ส. ส.ว. หอการค้าญี่ปุ่นประจำประเทศไทย (เจซีซี) และภาคธุรกิจ ซึ่งกลุ่มสมาชิกรัฐสภาฯ อยากให้ทีมเศรษฐกิจไทยไปเยี่ยมชมภาคธุรกิจของญี่ปุ่น ซึ่งทีมเศรษฐกิจจะได้เยี่ยมชมภาคธุรกิจและสานความสัมพันธ์ในกลุ่มจังหวัดของญี่ปุ่น
"ไม่มีการพูดคุยถึงโรดแมปการเลือกตั้ง และเชื่อว่าญี่ปุ่นเชื่อมั่นในการดำเนินการของไทย รวมถึงขอให้ทางการไทยดูแลภาคธุรกิจที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย" นายสมคิด กล่าว
สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ที่ใช้ต้นแบบชินคันเซ็น ทีมงานของญี่ปุ่นอยู่ระหว่างการศึกษา ซึ่งใช้เวลาศึกษากว่า 1 ปีแล้วและยังไม่ได้ส่งรายงานมา เพราะจะต้องศึกษาอย่างรอบคอบ ขณะที่ธนาคารเพื่อความร่วมมือแห่งประเทศญี่ปุ่น (เจบิค) ได้ส่งทีมงานมาศึกษาสมาร์ทซิตี้ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการประกอบธุรกิจ โดยจะต้องใช้เวลาศึกษาไม่ต่ำกว่าปีครึ่ง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ไทยเริ่มต้นโครงการรถไฟไทย-จีนแล้ว ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นการเชื่อมโยงกับประเทศอื่นในภูมิภาค รวมถึงโครงการรถไฟรางคู่ที่รัฐบาลทยอยอนุมัติโครงการหลักแสนล้านบาทจะส่งผลให้มีการลงทุนที่ชัดเจนในปีหน้า
ที่มา: bangkokbiznews
ตลท.โชว์แกร่งสภาพคล่อง สูงสุดในอาเซียน
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผย 6 เดือนแรกปี 2560 สภาพคล่องยังสูงสุดในอาเซียน ขณะที่มูลค่า IPO และผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนยังโดดเด่น เดินหน้าครึ่งปีหลัง 2560 ต่อยอดแผนกลยุทธ์ เปิดบริการ “LIVE” Platform ช่วยให้ SME และ Startup เข้าถึงแหล่งเงินทุน สนองนโยบาย Thailand 4.0 เตรียมการสู่ T+2 ซึ่งจะเริ่มใช้ 2 มี.ค. 2561 พร้อมมุ่งส่งเสริมการทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอ (DCA) และให้บริการระบบ FundConnext เพื่อขยายการเข้าถึงการลงทุนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว เตรียมเป็นเจ้าภาพจัดงาน WFE เวทีระดับโลก ตอกย้ำการพัฒนาตลาดทุนให้เติบโตอย่างยั่งยืนเพื่อเป็นประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน
นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจประเทศไทยโดยรวมคาดว่าดีขึ้นในช่วง 6 เดือนที่เหลือปีนี้ หลังจากที่รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามยุทธศาสตร์ชาติ อาทิ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ การขยายขอบเขตการลงทุนในเขตเศรษฐกิจการลงทุนพิเศษระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก การส่งเสริมการส่งออก เป็นต้น ซึ่งช่วยเสริมสร้างศักยภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการลงทุนให้กับภาคธุรกิจไทย รวมถึงเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตลาดทุนไทย โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมุ่งพัฒนาสินค้าและบริการรองรับยุคดิจิทัล เพื่อเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน พร้อมตอกย้ำการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อเนื่อง
การดำเนินงานในครึ่งปีหลัง 2560 ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าตามแผนกลยุทธ์ โดยจะมีหลักทรัพย์ทยอยเข้าจดทะเบียนอย่างต่อเนื่อง หลังจากช่วง 6 เดือนแรก มีหลักทรัพย์เข้าใหม่ 11 หลักทรัพย์ มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO เพิ่ม 109,984 ล้านบาท จึงคาดว่ามูลค่าหลักทรัพย์จะเป็นไปตามเป้าที่กำหนดไว้ที่ 280,000 ล้านบาท ส่วนผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยยังดีต่อเนื่องจากปีก่อน โดยไตรมาสแรกมีกำไรสุทธิรวม 2.85 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากงวดเดียวกันในปีก่อน ขณะที่สภาพคล่องยังคงสูงสุดในภูมิภาค ด้วยมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวัน 46,549 ล้านบาท (SET+mai) ต่อเนื่องหลังครองอันดับหนึ่ง 5 ปีติดต่อกัน (2555-2559)
ตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมขยายโอกาสการระดมทุนไปยังกลุ่มผู้ประกอบการ SME และ Startup ด้วยการพัฒนา LIVE Platform ให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือช่วยเพิ่มสภาพคล่อง ขณะที่การพัฒนาสินค้าใหม่ TFEX Gold-D สัญญาซื้อขายที่อ้างอิงทองคำแท่งความบริสุทธิ์ 99.99% อยู่ระหว่างการเตรียมการเพื่อเปิดซื้อขาย และจะขยายเวลาซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับทองคำ ในช่วงเวลากลางคืนเป็น 19.00-23.55 น. (จากปัจจุบัน 19.30-22.30 น.) ให้สอดรับกับตลาดทองคำสำคัญของโลก
สำหรับการสร้างวัฒนธรรมการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังยังคงดำเนินโครงการ #investnow ออมหมื่น ออมพัน สร้างฝันเงินล้าน รณรงค์ให้เกิดการทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอ (Dollar-Cost Averaging: DCA) อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการใช้สื่อดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงเปิดให้บริการ FundConnext เมื่อ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ลงทุนสามารถลงทุนในกองทุนรวมได้สะดวกและรวดเร็ว และเพิ่มทางเลือกการลงทุนในกองทุนที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งในช่วงเริ่มต้นมี บลจ. 5 แห่ง และ บล. 3 แห่ง ใช้บริการ พร้อมนำนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีมาพัฒนาเครื่องมือเพื่อการลงทุนตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้ลงทุน ด้วยการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ Settrade Streaming for Fund เพื่อให้ผู้ลงทุนส่งคำสั่งซื้อขายกองทุนรวมด้วยตัวเองอย่างสะดวกและรวดเร็วขึ้น
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เตรียมการปรับลดระยะเวลาชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ให้สามารถดำเนินการได้ใน 2 วันทำการ (T+2) ซึ่งอยู่ระหว่างพัฒนาระบบงาน เพื่อทดสอบกับสมาชิกก่อนเริ่มใช้จริง 2 มี.ค. 2561
ด้านการพัฒนาความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งส่งเสริมบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมคำนวณในดัชนี DJSI (Dow Jones Sustainability Index) เพิ่มขึ้น และจัดทำรายชื่อหุ้นยั่งยืน THSI (Thailand Sustainability Investment) ซึ่งเตรียมประกาศในเดือน พ.ย. นี้ นอกเหนือจากเชื่อมโยงภาคธุรกิจและภาคสังคมให้มาพบกันเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแบ่งปันทรัพยากรผ่าน SET Social Impact Platform และ SET Social Impact Day เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีทางสังคมแล้ว ล่าสุดเตรียมจัดงานสานพลังบริษัทจดทะเบียนเพื่อสังคมไทยยั่งยืน ในวันที่ 21 ส.ค. นี้ เชื่อมโยงความร่วมมือบริษัทจดทะเบียนมาช่วยสนับสนุนภาคสังคมให้เกิดความเข้มแข็ง พร้อมตอกย้ำบทบาทการพัฒนาตลาดทุนที่ยั่งยืนของประเทศไทยในเวทีระดับโลก โดยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของสหพันธ์ตลาดหลักทรัพย์นานาชาติ (Word Federation of Exchanges: WFE) ในเดือน ก.ย. ที่จะถึงนี้
ที่มา: banmuang
"กรุงเทพธุรกิจ”ลุยดิจิทัลแพลตฟอร์ม นำเสนอข่าวสารครบทุกช่อง ทั้งสิ่งพิมพ์-ออนไลน์ เปิดตัวรายการสดสื่อโซเชียลเฟซบุ๊ค-ยูทูบเจาะกลุ่มออนไลน์ พัฒนาแอพพลิเคชั่น“ผู้ช่วย”นักลงทุน เกาะติดตลาดหุ้น
ในยุคที่ประชากรไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสัดส่วน 67% หรือกว่า 46 ล้านคน โดยมีผู้ใช้งานผ่านมือถือกว่า 42 ล้านราย รวมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลรูปแบบใหม่ ส่งผลให้“สื่อ”ต้องปรับตัวทั้งรูปแบบและเนื้อหาครอบคลุมทุกช่องทาง ตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคสื่อในปัจจุบัน
นายสมสกุล เผ่าจินดามุข ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ดิจิทัล NOW26 และผู้บริหารสายงานดิจิทัล เปิดเผยว่าการก้าวเข้าสู่ปีที่ 30 ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจในปีนี้ ได้เตรียมแผนรุกเข้าสู่สื่อดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อให้สอดรับกับเทคโนโลยีและพฤติกรรมรับข้อมูลข่าวสารปัจจุบัน
โดยได้จัดเตรียมผังรายการลงทุน ธุรกิจและวาไรตี้ ถ่ายทอดสดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของกรุงเทพธุรกิจ ทั้งเฟซบุ๊คและยูทูบ เพื่อเข้าถึงผู้เสพสื่อในทุกช่องทางและผู้ชมสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ดำเนินรายการ ตลอดจนนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญธุรกิจที่มาร่วมรายการ
“เนื้อหาจากรายการ ทั้งข้อมูลเชิงลึก ตลอดจนแนวคิดของนักวิเคราะห์ และผู้เชี่ยวชาญที่คุยสดผ่านเฟซบุ๊คและยูทูบของกรุงเทพธุรกิจ จะถูกถ่ายทอดและย่อยให้อ่านต่อบนหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งถือเป็นการทำงานข้ามสื่ออย่างลงตัวที่ช่วยตอบสนองผู้อ่านได้หลากหลายขึ้น”
เปิดตัวรายการสด“เฟซบุ๊ค-ยูทูบ”
สำหรับรายการสดผ่านเฟซบุ๊คและยูทูบของกรุงเทพธุรกิจ ประกอบด้วย รายการคุยข่าว เจาะประเด็น ครอบคลุมทุกมิติของธุรกิจและการลุงทน พร้อมเกาะติดสถานการณ์โลก โดยรายการเหล่านี้ส่วนหนึ่งได้รับการถ่ายทอดดีเอ็นเอ มาจากรายการโทรทัศน์เชิงธุรกิจของกรุงเทพธุรกิจ ได้แก่ Money Wise, Business 101, พิกัดโลก
รายการสดบนสื่อออนไลน์ ยังครอบคลุมถึงรายการวาไรตี้ ที่ได้รับการปรุงรสชาติใหม่จากทีม“จุดประกาย”ของกรุงเทพธุรกิจ ที่ตามติดทุกเทรนด์ และกระแสที่ถูกพูดถึงในสังคม เพื่อขยายมุมมองและมุมใหม่ให้กับผู้ชม
พัฒนาแอพ“ผู้ช่วย”นักธุรกิจ
นายสมสกุล กล่าวว่ากรุงเทพธุรกิจยังได้ร่วมมือกับธุรกิจสตาร์ทอัพพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนมือถือ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจและการลงทุน โดยใช้ข้อมูลข่าวแบบเรียลไทม์ของกรุงเทพธุรกิจ มาเป็น“ผู้ช่วย”นักธุรกิจตัดสินใจบริหารธุรกิจและลงทุนอย่างรอบคอบและรวดเร็ว พร้อมเปิดตัว QR code สำหรับเช็คการเคลื่อนไหวหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ที่เรียกดูได้จากอุปกรณ์สมาร์ทดีไวซ์
“ไม่ว่ายุคไหน ข้อมูลที่รวดเร็ว และแม่นยำคือหัวใจสำคัญของเกมธุรกิจ และในยุคที่ข้อมูลเดินทางด้วยความเร็วสูงผ่านเครือข่ายบรอดแบนด์ไร้สาย ข้อมูลเหล่านี้ รอถึงวันพรุ่งนี้ไม่ได้ เพราะทุกนาทีมีความสำคัญ การเข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล และแอพพลิเคชั่นบนมือถือของกรุงเทพธุรกิจจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยให้นักลงทุนลดความเสี่ยงได้” นายสมสกุล กล่าวและว่าแอพพลิเคชั่นดังกล่าวจะพัฒนาให้ใช้งานได้ภายในสิ้นปีนี้
กองบก.เชื่อมสิ่งพิมพ์-ออนไลน์
นางสาวเฉลา กาญจนา บรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กล่าวว่าทุกสื่อทั้งออฟไลน์และออนไลน์จะทำงานเชื่อมโยงกัน โดยมีกองบรรณาธิการกรุงเทพธุรกิจ เป็นทีมออกแบบและสนับสนุนเนื้อหา เพื่อให้รายการสดของกรุงเทพธุรกิจและเรื่องราวที่เสนอบนสื่อโซเชียล ตรงกับความต้องการของผู้ชมมากที่สุด
ขณะเดียวกันกองบรรณาธิการกรุงเทพธุรกิจสนับสนุนรายการด้วยการจัดสัมมนาโต๊ะกลมและเสวนา ที่อยู่ในความสนใจของผู้ประกอบธุรกิจ โดยรายการดังกล่าวจะถูกถ่ายทอดสดบนสื่อโซเชียลเช่นกันและสามารถติดตามชมย้อนหลังได้ตลอดเวลาผ่านทุกแพลตฟอร์มออนไลน์
ปรับรูปแบบ“ตารางหุ้น”ออนไลน์
เบื้องต้น กรุงเทพธุรกิจได้ปรับรูปแบบการนำเสนอข้อมูลตารางหุ้นมาอยู่ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อให้สมาชิกดาวน์โหลดติดตัวไปทุกที่ โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ (24 ก.ค.) เป็นต้นไป ซึ่งจะช่วยให้ผู้ลงทุนติดตามราคาหุ้นและความเคลื่อนไหวของบริษัทต่างๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้น และปรับเพิ่มเนื้อหาใหม่ๆ ในหนังสือพิมพ์ เพื่อให้นักลงทุนได้ข่าวสารเชิงลึกและก้าวทันเทรนด์ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ
สำหรับรายการออนไลน์ที่ออกอากาศไปแล้ว ได้นำเนื้อหามานำเสนอสู่สื่อสิ่งพิมพ์ ภายใต้คอลัมน์ใหม่ในหนังสือพิมพ์ ได้แก่ Business 101 และ Money Gossip และผู้อ่านสามารถสแกน QR Code เพื่อติดตามคลิปบนออนไลน์ของรายการนั้นๆ ในรูปแบบมัลติ มีเดีย
“ในโอกาสที่กรุงเทพธุรกิจก้าวสู่ 30 ปี และเรามีส่วนร่วมสร้างองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจและธุรกิจมาโดยตลอด การก้าวสู่ดิจิทัลหลากหลายช่องทางถือเป็นอีกความพยายามของกรุงเทพธุรกิจ เพื่อให้ได้เนื้อหาข่าวสารที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกันก็มีความรวดเร็ว และเข้าถึงได้ง่าย”
ผู้สนใจสามารถรับชมรายการสดผ่านเฟซบุ๊คกรุงเทพธุรกิจ
ที่มา: bangkokbiznews.
"กระทรวงแรงงาน" เปิดศูนย์เฉพาะกิจรับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว 3 สัญชาติทั่วประเทศแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้กระทรวงแรงงานได้สรุปพื้นที่จัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจรับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว 3 สัญชาติ ทั่วประเทศเสร็จเรียบร้อยแล้วเบื้องต้นมีจังหวัดละ 1 แห่ง ส่วนจังหวัดที่มีจำนวนแรงงานต่างด้าวเยอะก็จะมีการตั้งศูนย์เฉพาะกิจฯ หลายแห่ง อาทิ จ.ชลบุรี จะมีการตั้งศูนย์ 4 จุด คือจุดที่ 1 ที่ศาลาประชาคมเทศบาลนครแหลมฉบัง จุดที่ 2 ที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 3 จุดที่ 3 ที่อาคารเอนกประสงค์ เทศบาลตำบลบ้านบึง และ จุดที่ 4 ที่ ห้างสรรพสินค้าฮาร์เบอร์ พัทยา (พัทยากลาง) ชั้น 4, จ.ตาก มี 2 จุดคือ จุดที่ 1 บริเวณด้านหน้าสำนักงานจัดหางานจังหวัดตาก จุดที่ 2 ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดตาก สาขา อ.แม่สอด ชั้น 2 และ 4 ส่วน จ.ปทุมธานีมี 2 จุด คือ จุดที่ 1 ที่ห้างเซียร์รังสิต ชั้น 4 จุดที่ 2 ที่ตลาดไท
สำหรับ จ.ระยอง มี 2 จุด จุดที่ 1 ที่มายองโอทอป ต.มะขามคู่ อ.นิคมพัฒนา จุดที่ 2 ที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดระยอง อ.เมือง, จ.สมุทรปราการ 2 จุด จุดที่ 1 บริเวณสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 1 จุดที่ 2 ที่ศูนย์การค้าอิมพีเรียล เวิลด์ สำโรง ชั้น 5, จ.สมุทรสาคร 2 จุด จุดที่ 1 ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรสาคร จุดที่ 2 ที่ศูนย์เอื้ออาทรท่าจีน, จ.สุราษฎร์ธานี 2 จุด จุดที่ 1ที่กองร้อยกองบังคับการ กรมทหารราบที่ 25 ค่ายวิภาวดีรังสิต ถนนเลี่ยงเมือง จุดที่ 2 ที่ วิทยาลัยอาชีวศึกษา ภาวนาโพธิคุณ, จ.ระนอง ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดระนอง (บริเวณด้านข้าง)
ขณะที่ จ.เชียงใหม่จะมีการตั้งศูนย์เฉพาะกิจที่ศูนย์สินค้าภาคเหนือ อาคารปรับปรุงคุณภาพ ถ.เจ็ดร้อยปี, จ.ภูเก็ตตั้งที่บริเวณชั้นล่างอาคารยิม 4,000 ที่นั่ง ศูนย์กีฬาสะพานหิน, จ.แม่ฮ่องสอน ห้องประชุมสำนักงานพัฒนาฝีมือแม่ฮ่องสอน เป็นต้น ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน 1694
ที่มา: bangkokbiznews
แมนเชสเตอร์ ซิตี จ่อคว้าตัว “เบนจามิน เมนดี” แบ๊กซ้ายของโมนาโก ด้วยค่าตัว 52 ล้านปอนด์ หรือ ประมาณ 2,340 ล้านบาท
ดาวเตะวัย 23 ปี ย้ายจาก โอลิมปิก มาร์กเซย มาอยู่กับ โมนาโก เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่แล้ว โดยลงเล่นไป 34 นัดเมื่อฤดูกาลก่อน และมีส่วนสำคัญในการช่วยให้ โมนาโก ผงาดคว้าแชมป์ ลีก เอิง มาครองได้เป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี
ทั้งนี้ เมนดี จะกลายเป็นนักเตะใหม่คนที่ 4 ถัดจาก ไคล์ วอล์คเกอร์, แบร์นาโด ซิลวา และเอแดร์สัน โมราเอส ที่ แมนฯ ซิตี คว้าตัวมาร่วมทัพในช่วงปิดฤดูกาลนี้ และจะทำให้พวกเขาใช้เงินในการเสริมทัพสูงถึงกว่า 175 ล้านปอนด์ หรือ ประมาณ 7,875 ล้านบาทเลยทีเดียว
ที่มา: bangkokbiznews
ธอส.เอาใจคนอยากมีบ้าน จัดทำแคมเปญผ่อนดาวน์ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 48 เดือน สำหรับลูกค้าที่ซื้อบ้านมือสอง หรือ ทรัพย์ NPA ธอส. ซึ่งมีทรัพย์ตามเงื่อนไขที่กำหนดกว่า 5,000 รายการ ทั่วประเทศ พิเศษ!!! ลูกค้าสามารถเลือกเข้าอยู่อาศัยระหว่างผ่อนดาวน์ เพียงชำระเงินประกันไม่ต่ำกว่า 1.5% ของราคาซื้อทรัพย์ เชื่อดันยอดขายทรัพย์ NPA ปี 2560 เป็นไปตามเป้าหมาย 3,000 ล้านบาท โดย 6 เดือนแรก สามารถขายทรัพย์ได้ 1,947 รายการ มูลค่า 1,077 ล้านบาท
นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการสร้างโอกาสทำให้คนไทยมีบ้านได้ง่ายยิ่งขึ้น ธนาคารจึงได้จัดทำแคมเปญ “ผ่อนดาวน์ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 48 เดือน” สำหรับลูกค้าที่ซื้อทรัพย์ NPA ธอส.ซึ่งมีทรัพย์ตามเงื่อนไข จำนวนกว่า 5,000 รายการทั่วประเทศ เป็นที่ดินเปล่าและห้องชุด ที่ธนาคารถือครองตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป จำนวน 4,501 รายการ และทรัพย์ทุกประเภท (ยกเว้นประเภทที่ดินเปล่าและห้องชุด) ที่ธนาคารถือครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป จำนวน 424 รายการ กำหนดเงื่อนไขผ่อนดาวน์ไม่ต่ำกว่า 40% แต่ไม่เกิน 50% ของราคาขายทรัพย์ กรณีลูกค้าผ่อนชำระดี ส่วนที่เหลือสามารถขอสินเชื่อกับธนาคารได้ด้วยเงื่อนไขพิเศษ โดยลูกค้าสามารถเข้าอยู่อาศัยในช่วงผ่อนดาวน์ได้ทันทีเพียงชำระเงินประกันไม่ต่ำกว่า 1.5% ของราคาซื้อ ลูกค้าที่สนใจสามารถติดต่อซื้อทรัพย์ NPAของ ธอส.ที่เข้าเงื่อนไขได้ ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2560
ทั้งนี้ในวันเสาร์ที่ 22 กรกฎาคม 2560 ธนาคารได้จัด “ประมูลขายบ้านมือสอง หรือ ทรัพย์ NPA ครั้งที่ 2/2560” โดยมีทรัพย์ NPA ทั่วประเทศที่เข้าเงื่อนไขปลอดดอกเบี้ย 4 ปี ออกประมูลจำนวน 917 รายการ จากทรัพย์จำนวนทรัพย์ที่นำมาออกประมูลทั้งหมด 3,910 รายการ แบ่งเป็นทรัพย์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 1,050 รายการ มอบส่วนลดสูงสุด 50% จากราคาปกติ จำนวน 51 รายการ
ส่วนทรัพย์ที่ราคาต่ำสุดเริ่มต้นเพียง 40,000 บาทเท่านั้น จำนวน 3 รายการ โดยเป็นห้องชุดในโครงการแฟลตปลาทอง จังหวัดปทุมธานี ขณะที่ทรัพย์ในภูมิภาคที่นำออกประมูลมีจำนวน 2,860 รายการ ซึ่งเป็นทรัพย์ที่ให้ส่วนลดสูงสุด 50% จากราคาปกติมากกว่า 700 รายการ และทรัพย์ที่มีราคาต่ำสุดเริ่มต้นแค่ 30,000 บาทเท่านั้น โดยเป็นทรัพย์ประเภทที่ดินเปล่าขนาด 50 ตารางวาขึ้นไป อาทิ ที่ดินในโครงการหัวหินริมธาร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โครงการจอมทองฮิลล์ จังหวัดเชียงใหม่ และโครงการคันทรีมารีน่า จังหวัดกาญจนบุรี
สำหรับทรัพย์ที่ไม่เข้าเงื่อนไขปลอดดอกเบี้ย 4 ปี ผู้ชนะการประมูลสามารถใช้แคมเปญผ่อนชำระเงินดาวน์ 20% ของราคาประมูลซื้อขาย ดอกเบี้ย 0% นานถึง 24 เดือน หรือหากเทเงินดาวน์ 20% ของราคาประมูลซื้อขาย ส่วนที่เหลืออีก 80% รับสินเชื่อดอกเบี้ย 0% นาน 24 เดือนเช่นกัน
ที่มา: banmuang
ธปท.ออกธนบัตรที่ระลึก “รัชกาลที่ 9” มีด้วยกันทั้งหมด 5 ชนิดตั้งแต่แบงก์ 20-50-100-500-1,000 บาท เริ่มใช้ 20 กันยายนนี้ เป็นธนบัตรหมุนเวียนทั่วไป “รวิไท”ย้ำประชาชนแลกซื้อได้ปรกติมีปริมาณเพียงพอกับความต้องการแน่นอน โดยธนาคารแต่ละแห่งจะใส่ไว้ในตู้เอทีเอ็มไม่จำเป็นต้องมาต่อคิวแลกซื้อ
เมื่อวันที่ 20 กรกฏาคม นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงว่า ธปท. จะออกใช้ธนบัตรที่ระลึกด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้แห่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อเป็นการถวายความอาลัยและเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยจะใช้เป็นธนบัตรหมุนเวียนทั่วไป
นายวิรไท กล่าวว่า สำหรับธนบัตรชุดใหม่นี้มี 5 ชนิดราคาได้แก่ 20 บาท 50 บาท 100 บาท 500 บาท และ 1000 บาท โดยมีลักษณะด้านหน้าเช่นเดียวกับธนบัตรแบบ 16 ที่ใช้หมุนเวียนในปัจจุบัน สำหรับภาพด้านหลังธนบัตร ได้เชิญภาพพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจและโครงการพระราชดำริที่สะท้อนเรื่องราวตลอดช่วงรัชสมัยของพระองค์ท่าน ซึ่งล้วนเป็นภาพที่ประชาชนชาวไทยคุ้นตาในแต่ละช่วงพระชนมพรรษา และทำให้ย้อนรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของประชาชน
“ชนิดราคา 20 บาท แสดงภาพเรื่องราวเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ชนิดราคา 50 บาท แสดงภาพเรื่องราวเมื่อเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ ชนิดราคา 100 บาท แสดงภาพเรื่องราวพระราชกรณียกิจ ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรในพื้นที่ทุรกันดาร ชนิดราคา 500 บาท แสดงภาพเรื่องราวพระปรีชาสามารถที่สะท้อนผ่านโครงการพระราชดำาริในด้านต่างๆ ชนิดราคา 1000 บาท แสดงภาพเรื่องราวในช่วงปลายรัชกาลที่ประชาชนชาวไทยร่วมกันเทิดทูน พระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย”นายวิรไท กล่าว
ทั้งนี้ธนบัตรชุดใหม่นี้มีลักษณะต่อต้านการปลอมแปลงเช่นเดียวกับธนบัตรแบบ 16 และได้เพิ่มเติมลักษณะพิเศษ คือ การเรืองแสงบริเวณเบื้องหลังพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ เมื่อส่องภายใต้รังสีเหนือม่วง
ธนบัตรชุดใหม่นี้ จะออกใช้หมุนเวียนพร้อมกันทุกชนิดราคา ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2560 เป็นต้นไป
โดยประชาชนสามารถแลกธนบัตรได้ตามช่องทางปกติผ่านทางธนาคารพาณิชย์ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ได้อย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับธนบัตรหมุนเวียนปกติธนาคารแห่งประเทศไทย
“ธนบัตรชุดใหม่ที่ออกมานี้แม้ว่าจะเป็นธนบัตรที่ระลึก แต่ประชาชนจะสามารถแลกซื้อได้เหมือนธนบัตรปรกติ ซึ่งตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย.นี้ จะมีปริมาณที่เพียงพอ ธนาคารแต่ละแห่งจะมีบรรจุในตู้เอทีเอ็มแล้ว และไม่จำเป็นต้องมาต่อคิวแลกซื้อ”ผู้ว่าฯธปท.กล่าว
ที่มา: naewna
SAM จับมือกรมบังคับคดีและสถาบันการเงินอีก 5 แห่ง จัดมหกรรมปรับหนี้ครั้งใหญ่แห่งปี ช่วยลูกค้าหาข้อยุติปลดภาระหนี้ เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในวันที่ 22 ก.ค. 60 ณ กรมบังคับคดี
บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เตรียมพร้อมจัดงานใหญ่แห่งปี “มหกรรมไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 65 พรรษา 28 กรกฏาคม 2560” โดยร่วมกับกรมบังคับคดี พร้อมสถาบันการเงินอีก 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารซิตี้แบงก์ บริษัท ซิตี้คอร์ป ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท โตโยต้าลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2560 ระหว่างเวลา 9.00-16.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 9 อาคารกรมบังคับคดี บางขุนนนท์ กรุงเทพฯ โดยครั้งนี้ SAM คัดเลือกลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้และออกจดหมายเชิญมาเข้าร่วมเจรจา เกือบ 1,500 ราย มูลหนี้รวมกว่า 3,000 ล้านบาท เพื่อหาข้อยุติการบังคับคดีและหาทางออกร่วมกัน
นางวิมล บุญธีรวร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM กล่าวว่า การจัดงาน “มหกรรมไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดีฯ” อย่างยิ่งใหญ่ครั้งนี้ เป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 65 พรรษา กรมบังคับคดี และ SAM ในฐานะหน่วยงานภาครัฐพร้อมสถาบันการเงินต่างๆ อีก 5 แห่งจึงได้ร่วมมือกันจัดงานนี้ขึ้นเพื่อช่วยเหลือลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้ไม่ให้ถูกยึดทรัพย์ หรือเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องบังคับคดี นับเป็นโอกาสดีของลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้ของ SAM อีกครั้งหนึ่ง ภายหลังจากที่ SAM ได้ประสบความสำเร็จจากการจัดงาน “เปิดบ้านทำงานวันหยุด” ที่จัดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศที่สำนักงานใหญ่ของ SAM และสำนักงานสาขาทั่วประเทศ เมื่อเดือนมิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา และสามารถช่วยลูกค้าที่มาร่วมเจรจาปรับโครงสร้างหนี้จนได้ข้อยุติสูงถึง 118 ล้านบาท
สำหรับลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้ของ SAM ที่ได้รับจดหมายเชิญสามารถติดต่อเข้าร่วมงานเจรจาไกล่เกลี่ยหาข้อยุติและปลดภาระหนี้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ในวันและเวลาดังกล่าว ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Call Center 02-686-1800 หรือ ติดตามข่าวสารได้ที่ www.sam.or.th
ที่มา: bangkok-today
"นพ.สนธยา" ใจบุญปีที่22 ยังคงเปิดคลินิกรักษาโรคฟรีผู้ยากไร้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จย่าต่อเนื่อง เผยเด็ก คนชรา ผู้ยากไร้เข้าคิวรอตรวจยาวเหยียด ทั้งมีผู้มีจิตศรัทธาร่วมตั้งโรงทานกว่า40โรง แจกจ่ายอาหารน้ำดื่มฟรีแก่ผู้มาตรวจรักษาด้วย
บรรยากาศที่คลินิก “สนธยาการแพทย์” ของนายแพทย์ สนธยา วัฒนโกศล ตั้งอยู่เลขที่21 ถนนนิวาศ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ อดีตแพทย์โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ที่ได้ขนานนามว่า “หมอใจบุญ” ได้ร่วมกับคณะแพทย์-พยาบาลจากทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัดรวมกว่า10จังหวัด ได้เปิดให้บริการตรวจรักษาโรคฟรี ทุกวันที่18กรกฎาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีหรือ“สมเด็จย่า”เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จย่าที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย ซึ่งปีนี้ได้เปิดบริการตรวจรักษาฟรีต่อเนื่องเป็นปีที่22แล้ว
ซึ่งตั้งแต่ช่วงเข้าก็ได้มีประชาชน ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คนชราและผู้ยากไร้มาเข้าคิวเพื่อรอรับการตรวจรักษาโรคกันเป็นจำนวนมากซึ่งส่วนมากเป็นชาวบ้าน เกษตรกร และกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่มีอาการเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานหนัก นอกจากนั้นยังมีผู้มีจิตศรัทธา และห้างร้านต่างๆ มาร่วมเปิดโรงทานกว่า40โรงทาน โดยนำอาหารคาว หวาน น้ำดื่ม แว่นตา มาแจกจ่ายให้แก่ประชาชนผู้ยากไร้ ที่มารับบริการตรวจรักษาโรคฟรีในครั้งนี้ด้วย รวมถึงยังให้บริการตัดผมชาย-หญิงฟรี และบริการนวดแผนโบราณฟรีอีกด้วย
สำหรับนายแพทย์สนธยา วัฒนโกศล เป็นอดีตเป็นแพทย์ประจำอยู่โรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์ได้ลาออกมาเปิดคลินิกนานกว่า10ปีแล้วหลังจากที่สมเด็จย่าสวรรคต เมื่อปี2539และได้เปิดให้บริการตรวจรักษาฟรีให้กับประชาชนที่เจ็บป่วย และมีฐานะยากจน ติดต่อกันมาเป็นประจำทุกปี ปีละ2ครั้ง คือทุกวันที่18กรกฎาคมของทุกปีซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่า และวันที่5ธันวาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันพ่อแห่งชาติโดยใช้งบประมาณส่วนตัวและเพื่อนแพทย์-พยาบาล รวมถึงผู้มีจิตศรัทธาร่วมสนับสนุนในการจัดซื้อยาเวชภัณฑ์
นายแพทย์สนธยา ปีนี้เป็นปีที่22แล้วที่เปิดให้บริการตรวจรักษาฟรี ทั้งยังได้ปณิธานไว้ว่าจะเปิดให้บริการตรวจรักษาโรคฟรีแก่ประชาชนไปตลอดเป็นประจำทุกปีจนกว่าจะหมดลมหายใจเพื่อเป็นการตอบแทนคุณแผ่นดิน และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จย่าและพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย โดยหวังว่าการทำความดีในครั้งนี้จะเป็นการจุดประกายให้คนไทยทั้งประเทศได้หันมาร่วมกันทำความดีเพื่อพ่อหลวงในรูปแบบต่างๆ เพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์
ที่มา: bangkokbiznews
"ปตท.สผ." ยันพร้อมสู้คดีอินโดนีเซียฟ้องเรียกค่าเสียหาย 2.1 พันล้านดอลลาร์ กรณีน้ำมันรั่วทะเลติมอร์ หลังได้รับเอกสารคำฟ้องอย่างเป็นทางการ
นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า บริษัท ได้รับเอกสารทางคดีเกี่ยวกับการฟ้องร้องจากเหตุการณ์น้ำมันและก๊าซธรรมชาติรั่วไหลจากแหล่งมอนทารา เมื่อวันที่ 8 พ.ค.นี้ โดยเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมและป่าไม้ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เป็นจำนวนเงินประมาณ 2.1 พันล้านดอลลาร์ โดยบริษัทจะดำเนินการต่อสู้ในประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต่อไป
อย่างไรก็ตาม ปตท.สผ. ยังคงเชื่อมั่นในผลการศึกษาวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ซึ่งควบคุม โดยหน่วยงานรัฐบาลของประเทศออสเตรเลียว่าคราบน้ำมันที่เกิดจากเหตุการณ์มอนทาราไม่ได้แพร่เข้าสู่ชายฝั่งของประเทศอินโดนีเซียหรือออสเตรเลีย และไม่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมในระยะยาวในทะเลติมอร์
สำหรับ เหตุการณ์น้ำมันที่รั่วไหลจากแหล่งมอนทารา ออสเตรเลีย เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 พ.ย.ปี 2552 เนื่องจากเกิดเหตุการณ์เพลิงไหม้ขึ้นจากแท่นหลุมผลิต (Wellhead Platform) ของแหล่งมอนทารา โดยความเสียหายจากแหล่งดังกล่าว ปตท.สผ.เคยชี้แจ้งว่า ได้ทำวงเงินประกันไว้ราว 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในช่วงไตรมาส 4 ปี 2552 พร้อมทั้งประมาณการค่าเสียหายจากการรั่วไหลน้ำมันที่มอนทาราเป็นเงินกว่า 5 พันล้านบาท
ที่มา: bangkokbiznews
บาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่าที่ "33.58บาทต่อดอลลาร์" นักลงทุนผิดหวังกับนโยบายทรัมป์ และธปท. ยังดูแลบาทระยะสั้น
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ33.58บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากระดับ 33.60 บาทช่วงปิดสิ้นวันก่อน
ในคืนที่ผ่านมาแนวโน้มหลักยังเป็นการอ่อนค่าของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ หลังจากที่นักลงทุนผิดหวังกับนโยบายประกันสุขภาพของโดนัลด์ทรัมป์ที่ไม่มีแววว่าจะผ่านสภาได้และมองว่านโยบายการคลังอื่น ๆ ก็อาจไม่ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจปีนี้เลย
อย่างไรก็ตามเรายังมองการแข็งค่าของยูโรและเยนจะส่งผลให้ธนาคารกลางอย่าง ECB และ BOJ มีท่าทีสนับสนุนการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไปมากกว่าเดิมแน่นอน และน่าจะหยุดการอ่อนค่าของดอลลาร์ได้ในช่วงท้ายสัปดาห์
ในฝั่งของตลาดเงินบาทก็ยังไม่มีแรงซื้อดอลลาร์เช่นกัน แต่เนื่องจากธปท.ยังเข้ามาดูแลเงินบาทระยะสั้น จึงความเป็นไปได้สูงที่เงินบาทจะทรงตัวที่ระดับ 33.50-33.70 ได้ มองกรอบเงินดอลลาร์ที่ระดับ 33.55-33.65 บาทต่อดอลลาร์
ที่มา: bangkokbiznews
EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ ปรับประมาณการการเติบโตเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นเป็น 3.4%YOY จาก 3.3% หลังการส่งออกฟื้นตัวชัดเจน เศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญ ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป จีนและกลุ่มประเทศ CLMV มีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง ซึ่งสินค้าส่งออกที่จะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มดังกล่าว ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งมีสัดส่วนราว 30% ของการส่งออกรวม อีไอซีจึงปรับประมาณการการขยายตัวของการส่งออกสินค้าของไทยเพิ่มขึ้นเป็น 3.5%YOY จาก 1.5%YOY ในประมาณการครั้งก่อน อย่างไรก็ตาม กำลังซื้อภายในประเทศยังชะลอตัวจากสภาวะตลาดแรงงานที่ซบเซาและรายได้เกษตรกรที่มีแนวโน้มลดลงในครึ่งปีหลัง ทั้งนี้ อีไอซีคาดว่าเศรษฐกิจ
ในประเทศครึ่งปีหลังจะได้แรงหนุนจากการเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากงบกลางของภาครัฐซึ่งจะช่วยให้กำลังซื้อปรับตัวดีขึ้นได้โดยเฉพาะในต่างจังหวัด
ภาคเอกชนยังไม่จ้างงาน-เพิ่มกำลังการผลิต ธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงไม่เพิ่มการจ้างงานแม้การส่งออกจะขยายตัวได้ดีในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้เนื่องจากการฟื้นตัวของการส่งออกนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในส่วนที่ใช้แรงงานมากนัก เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งออกได้เพิ่มขึ้นมากแต่กลับมีต้นทุนแรงงานเพียง 4% ของต้นทุนรวม ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจก็ยังคงชะลอการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ได้แก่ การก่อสร้างและการลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักร ส่วนหนึ่งมาจากการที่ธุรกิจขนาดใหญ่หันไปลงทุนในรูปแบบของการควบรวมกิจการมากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
โดยสัดส่วนของเงินลงทุนเพื่อควบรวมกิจการต่อเงินลงทุนระยะยาวทั้งหมดเพิ่มขึ้นจาก 11% มาอยู่ที่ 42% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าวทำให้ความต้องการในการใช้ปัจจัยการผลิตใหม่รวมถึงการจ้างงานมีแนวโน้มที่จะขยายตัวน้อยลง
อีไอซีมองว่าเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังมีความเสี่ยงที่ต้องจับตา 3 ประการด้วยกัน ได้แก่ 1. กำลังซื้อครัวเรือนชะลอตัว ทั้งจากรายได้เกษตรกรที่มีแนวโน้มลดลงตามทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และรายได้ครัวเรือนนอกภาคเกษตรที่อาจไม่ได้ถูกปรับขึ้นหากตลาดแรงงานยังไม่ฟื้นตัวซึ่งจะกระทบกับการใช้จ่ายของกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง-น้อยที่มีภาระหนี้ครัวเรือนสูงอยู่แล้ว 2. ค่าเงินบาทแข็งเมื่อเทียบกับคู่ค้าบางราย การเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมามีการแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินบางประเทศ เช่น จีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม หากเงินบาทยังคงแข็งค่าในลักษณะนี้ต่อไปจะทำให้การส่งออกของไทยในบางสินค้าที่ต้องแข่งขันกับประเทศดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะเสียเปรียบในด้านราคาได้ โดยสินค้าที่ต้องจับตา ได้แก่ กลุ่มอุปกรณ์กึ่งตัวนำ (semiconductor) ชิ้นส่วนโทรศัพท์ ยางพารา
และข้าว 3. ตลาดการเงินโลกมีความเปราะบางเพิ่มขึ้น ราคาสินทรัพย์ทางการเงินที่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงมาอย่างต่อเนื่องทั้งพันธบัตร หุ้น และสกุลเงินในภูมิภาคเอเชียรวมทั้งเงินบาทไทย อาจได้รับผลกระทบจากแนวโน้มนโยบายการเงินสหรัฐฯ ที่ตึงตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ในระยะข้างหน้าทั้งจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการเริ่มลดขนาดงบดุลในอนาคตอันใกล้ นอกจากนี้ ตลาดการเงินโลกยังมีความเสี่ยงที่จะถูกกระทบจากปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศที่คาดเดาได้ยาก ทั้งความไม่แน่นอนในการบริหารรัฐบาลและนโยบายต่างประเทศของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลี และความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ที่มา: banmuang
"ส.อ.ท." เผยเศรษฐกิจครึ่งปีหลังมีทิศทางฟื้นตัวต่อเนื่อง ชี้มาตรการกระตุ้นภาครัฐช่วยหนุน คาดทั้งปีขยายตัว 3.5-4% จับตาค่าเงินผันผวน
นายเจน นำชัยศิริ ประธานกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 2560 ยังมีทิศทางสดใสฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการใช้จ่ายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายโครงการของภาครัฐ ซึ่งจะสนับสนุนความเชื่อมั่นและทำให้ภาคเอกชนมีการลงทุนตาม รวมทั้งการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวถึงร้อยละ 3.5 – 4 ในปีนี้ ส่งผลให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2560 คาดขยายตัวร้อยละ 3.5 - 4
สำหรับปัจจัยเสี่ยง ยังเป็นเรื่องของค่าเงินที่ผันผวน โดยเชื่อมั่นว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งแนะผู้ประกอบการเตรียมมือรับความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันยอมรับว่า พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวส่งผลต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการ รวมทั้งอุตสาหกรรมก่อสร้าง จึงแนะผู้ประกอบการให้ปรับตัวโดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ในธุรกิจมากขึ้น เพื่อทดแทนการใช้แรงงานคน พร้อมพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากขึ้น
ที่มา: bangkokbiznews
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า" เผยยอดจดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่ครึ่งปีแรกอยู่ที่ 35,942 ราย เพิ่มขึ้น 11% ขณะที่ยอดจดทะเบียนยกเลิกลดลง 7,623 ราย
น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า เดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการยื่นจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศ 6,525 ราย เพิ่มขึ้น 693 ราย คิดเป็น 12% เมื่อเทียบกับเดือนพ.ค.ที่มี 5,832 ราย และเพิ่มขึ้น 609 ราย หรือ 10% เมื่อเทียบกับเดือนมิ.ย.59 ที่มี 5,916 ราย ขณะที่มีนิติบุคคลที่จดทะเบียนเลิก 1,548 ราย เพิ่มขึ้น 474 ราย คิดเป็น 44% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ 1,074 ราย และเพิ่มขึ้น156 ราย หรือ 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี1,392 ราย ขณะที่ด้านมูลค่านั้น เดือนมิ.ย.มีทั้งสิ้น 40,916 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,505 ล้านบาท คิดเป็น 30% เมื่อเทียบกับเดือนพ.ค. 60 ที่มี 31,411 ล้านบาท และมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 23,114 ล้านบาท คิดเป็น 130% เมื่อเทียบกับเดือนมิ.ย.59 ที่ 17,802 ล้านบาท
ทั้งนี้ ส่งผลให้ช่วงครึ่งปีแรก ที่ผ่านมา มีการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัท 35,942 ราย เพิ่มขึ้นจากครึ่งปีหลังที่ผ่านมา (ก.ค.-ธ.ค.59) 3,446 ราย หรือ 11% และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (ม.ค.-มิ.ย.59) เพิ่มขึ้น 4,150 ราย คิดเป็น 13%
สำหรับการจดทะเบียนเลิกในครึ่งปีแรกอยู่ที่ 6,481 ราย ลดลง 7,623 ราย คิดเป็น 54% เมื่อเทียบกับครึ่งปีหลังที่ผ่านมา
"ช่วงครึ่งปีแรก มีการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัท 35,942 ราย มีมูลค่าจดทะเบียนทั้งสิ้น 164,281 ล้านบาท จะเห็นได้ว่าจำนวนนิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เพิ่มขึ้น 4,150 ราย คิดเป็น 13% เมื่อเทียบกับในช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมี31,792 ราย เนื่องจากผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้จากการบริโภคภาคเอกชนที่มีทิศทางฟื้นตัวขึ้นตามลำดับ ประกอบกับมีเงินจากภาครัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้ครัวเรือน ตลอดจนภาคการท่องเที่ยวยังคงขยายตัวได้ดีขึ้น"
ที่มา: bangkokbiznews
นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กล่าวว่า ในวันที่ 19 ก.ค.นี้ จะมีการประชุม คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยจะมีการพิจารณาอนุมัติโครงการพัฒนาท่าเรือ 3 โครงการ อาทิ ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 มูลค่าลงทุนราว 1 แสนล้านบาท เป็นต้น โครงการรถไฟรางคู่ มูลค่า 2-3 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ยังจะเสนอที่ประชุมพิจารณาเรื่องการปรับปรุงกระบวนการให้เอกชนร่วมลงทุนใน EEC แบบ PPP ที่จะลดขั้นตอนเหลือระยะเวลาน้อยกว่า PPP Fasttrack ที่ใช้เวลา 9เดือนอีกด้วย
ที่มา: prachachat
สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองคำ ประจำวันที่ 24 มิถุนายน 2560 โดยเปิดตลาดทองคำ ราคา คงที่ ดังนี้
ทองแท่ง
รับซื้อ 20,150.00 บาท ขายออก 20,250.00 บาท
ทองรูปพรรณ
รับซื้อ 19,783.80 บาท ขายออก 20,750.00 บาท
ที่มา: naewna
สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองคำ ประจำวันที่ 13 มกราคม 2560 โดยเปิดตลาดราคาทองคำ ลง 150 บาท ดังนี้
ทองคำแท่ง
รับซื้อ 19,950.00 บาท ขายออก 20,050.00 บาท
ทองรูปพรรณ
รับซื้อ 19,586.72 บาท ขายออก 20,550.00 บาท
ที่มา: naewna