เรื่องไอโฟนไปกันใหญ่แล้ว ตอนนี้ผู้ใช้งานไอโฟนในอเมริการวมตัวกันฟ้องแอปเปิ้ลเรื่องลดความเร็วซีพียูแล้ว โดยบอกว่าที่แอปเปิ้ลอ้างว่าเพื่อเป็นการยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพแล้ว นั้นฟังไม่ขึ้น เนื่องจากทำไปโดยไม่มีการแจ้ง หรือถามความสมัครใจของผู้ใช้งานก่อน และกล่าวหาด้วยว่าแอปเปิลจงใจทำแบบนี้เพื่อทำให้ลูกค้าเปลี่ยนไอโฟนเป็นรุ่นใหม่ทุกปี
เป็นอะไรที่ไฟลามทุ่งเอาซะมากๆ สำหรับเรื่องที่Apple แอบปรับลดความเร็วการทำงานของ iPhone รุ่นเก่าให้ช้าลงกว่า 50% ดังไปทั่วโลกในไม่กี่วัน ซึ่งแม้ว่าบางคนจะไม่คิดอะไรและปกป้องแบรนด์ที่ตนรัก แต่คนอีกกลุ่มใหญ่ก็ไม่โอเคกับการกระทำของ Apple ในครั้งนี้ ล่าสุดเหล่าผู้ใช้งาน iPhone ตั้งแต่รุ่น iPhone 7 ลงไป ในสหรัฐอเมริกาได้รวมตัวกันฟ้อง Apple แบบ Class action ในเรื่องดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว
การฟ้องร้อง Apple ในครั้งนี้ ได้มีการยื่นฟ้องในศาลของเมืองลอสแองเจลิส นำโดยนาย Stefan Bogdanovich และนาย Dakota Speas ซึ่งในเอกสารการฟ้องร้องมีใจความว่า “Apple ปรับความเร็วในการทำงานของ iPhone รุ่นเก่าให้ช้าลงโดยอ้างว่าเพื่อเป็นการยืดการใช้งานของแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพแล้ว แต่ไม่มีการแจ้ง หรือถามความสมัครใจของผู้ใช้งานก่อน” นอกจากนี้ยังมีการกล่าวหาเพิ่มเติมอีกด้วยว่า Apple จงใจทำแบบนี้เพื่อที่ลูกค้าจะได้เปลี่ยน iPhone เป็นรุ่นใหม่ทุกปีๆ นั่นเอง
ตอนนี้ผู้ยื่นฟ้องทั้ง 2 คน รวมถึงเหล่าผู้ใช้งาน iPhone ในรุ่นเก่าๆ ก็กำลังมองหาแนวร่วมจากผู้ใช้งาน iPhone ที่ได้รับผลกระทบนี้จากอีกหลายๆ รัฐ และหลายๆ ประเทศทั่วโลก เพื่อร่วมกันฟ้องร้อง Apple ที่แอบลดความเร็วของ iPhone รุ่นเก่าลงโดยไม่มีการบอกกล่าวหรือเสนอตัวเลือกผู้ใช้งานเลย
และพร้อมๆกันนี้ Apple ก็กำลังโดนบริษัทเสื้อผ้าในประเทศจีน KON ฟ้องร้องในเรื่องลิขสิทธิ์ของโลโก้บริษัทที่ประกอบไปด้วยแท่ง 3 แท่ง วางทับกันเป็นรูป 3 เหลี่ยม โดย KON ได้กล่าวหาว่า Apple ได้ลอกเลียนแบบโลโก้นี้มาใช้เป็นโลโก้ของ App Store ซึ่ง Apple พึ่งจะมีการเปลี่ยนดีไซน์เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้เอง
ถือว่าเป็นการฟาดเคราะห์ก่อนสิ้นปีสำหรับ Apple จริงๆ ต่อจากนี้ก็ต้องรอดูว่า Apple จะออกมาเคลื่อนไหวจากการโดนฟ้องในเรื่องนี้ยังไง จะมีการชดเชย เยียวยาให้กับผู้ใช้งาน iPhone รุ่นเก่าที่โดนลดความเร็วเครื่องลงไปยังไงบ้างถ้าหากแพ้คดีขึ้นมา
ที่มา: postjung
หนุ่มใหญ่เม็กซิกัน ผู้มีองคชาตใหญ่ที่สุดในโลก ลงทะเบียนเป็นผู้พิการแล้ว เพราะอวัยวะดังกล่าว
วันที่ 21 ธ.ค. 60 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโรเบอร์โต เอสคิวเวล คาเบลอรา หนุ่มใหญ่วัย 55 ปี จากนครซัลตีโย ประเทศเม็กซิโก ซึ่งเชื่อว่าเป็นบุคคลที่มีองคชาตใหญ่ที่สุดในโลก ได้ถูกทางการเม็กซิโกระบุว่าเป็นผู้พิการแล้ว เนื่องจากเขาไม่สามารถที่จะสวมใส่เครื่องแบบที่ทำงาน หรือนั่งคุกเข่าได้ ตามคำกล่าวอ้างของเจ้าตัว
สำหรับ นายโรเบอร์โต มีองคชาตยาวถึง 18 นิ้ว โดยขนาดของมันยาวลงไปจนถึงหัวเข่าของเขา ทั้งนี้ เมื่อปี 2558 เจ้าตัวได้เป็นข่าวโด่งดังกับการชั่งน้ำหนักองคชาตตัวเองเพื่อทำลายสถิติโลกอย่างไม่เป็นทางการของ นายโจนาห์ ฟัลคอน นักแสดงชาวอเมริกัน เจ้าขององคชาตยาว 9.5 นิ้ว และขนาดแข็งตัว 13.5 นิ้ว
นายโรเบอร์โต ต้องประสบกับปัญหาสุขภาพอยู่บ่อยครั้ง เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ จากสาเหตุปัสสาวะตกค้างบริเวณหนังหุ้มปลายองคชาต นอกจากนี้ เขายังต้องนำผ้าก๊อซพันแผลมาห่อองคชาตไว้เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ และเขาก็ยังไม่สามารถนอนคว่ำได้อีกด้วย
ทั้งนี้ นายโรเบอร์โต ปฏิเสธคำแนะนำในการลดขนาดองคชาตของแพทย์ เนื่องจากเขาเชื่อว่าเขามีชื่อเสียงเพราะองคชาตที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีความสุขที่ไม่มีใครอื่นใดมีขนาดใหญ่เท่า
โดยแพทย์ผู้รักษากล่าวว่า ในวัฒนธรรมลาติน ใครมีองคชาตใหญ่กว่าจะมีความเป็นลูกผู้ชายมากกว่า มันจึงทำให้หนุ่มใหญ่ผู้นี้หมกมุ่นกับความยาวขององคชาตตัวเองมาตั้งแต่วัยรุ่น โดยเขาได้ใช้ผ้าพันรอบองคชาตพร้อมถ่วงลูกน้ำหนักไว้ เพื่อพยายามยืดองคชาต
ถึงแม้ นายโรเบอร์โต จะรักองคชาตของเขาแค่ไหน เขากล่าวว่ามันเป็นความพิการที่ทำให้เขาไม่สามารถหางานทำได้ และต้องขอยื่นลงทะเบียนเป็นผู้พิการ โดยเขาได้รับความช่วยเหลือทางการเงินทุก 4 เดือน แต่เจ้าตัวบอกว่ามันไม่เพียงพอ
ที่มา: sanook
หนุ่มลงทุนเดินทางข้ามประเทศ ทิ้งเมียไปหากิ๊กที่เจอกันทางออนไลน์ สุดท้ายเงิบหนัก เพราะไม่เจอกิ๊ก แต่เจอผัวของกิ๊กแทน ผัวกิ๊กโกรธจัด ลากไปรุมสกรัมเละเทะ
นายหลิว คือชายหนุ่มชาวจีนคนหนึ่งซึ่งแต่งงานมีครอบครัวแล้ว แต่เขาก็ได้เอาใจห่างเหินจากภรรยา แอบไปสร้างความสัมพันธ์ลับ ๆ กับ นางต้วน หญิงสาวที่รู้จักกันผ่านทางเว็บหาคู่ออนไลน์ ต้วนเองก็เหมือน ๆ กับหลิว เธอเองก็แต่งงานมีสามีแล้ว แต่ก็หาเวลามาส่งข้อความกุ๊กกิ๊กอยู่กับเขา และหลังจากแชทส่งคำหวานกันมาระยะหนึ่ง หลิวก็คิดว่าถึงเวลาต้องพบกับต้วนแบบตัวเป็น ๆ เสียที เขาจึงตัดสินใจคว้ากระเป๋าออกจากบ้าน ผละจากภรรยาไปโดยไม่บอกไม่กล่าว และเดินทางข้ามประเทศ เป็นระยะทางกว่า 1,000 กิโลเมตร เพื่อไปหาต้วน แต่เหตุการณ์ทุกอย่าง กลับไม่เป็นไปอย่างที่เขาคิด
หนุ่มมีกิ๊ก
โดยจากการรายงานของเว็บไซต์เดลี่เมล เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2560 ระบุว่า หลังจากที่หลิวเดินทางออกจากมณฑลอู่ฮั่น ลงมาถึงเมืองฝูหยวน มณฑลยูนนาน ทางตอนใต้ของประเทศจีน แล้วนั้น แทนที่หลิวจะได้พบกับต้วนดังที่หวัง เขากลับต้องช็อกอย่างมาก เพราะคนที่รอคอยเขาอยู่ไม่ใช่ต้วน แต่เป็นสามีของเธอ สามีของต้วนโกรธแค้นหลิวมาก เขาและเพื่อน ๆ ได้ลากหลิวออกไปข้างถนน และจัดการลงโทษ เพื่อประจานให้สังคมได้รับรู้
สามีของต้วนและพวก ไม่ได้รุมกระทืบหลิวให้ตาย แต่พวกเขาต้องการทรมานให้เจ็บปวด โดยผลัดกันใช้เข็มขัดและแส้ กระหน่ำฟาดไปที่ตัวของหลิว ซึ่งยืนไร้เรี่ยวแรงอยู่ข้าง ๆ ต้นไม้ ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ซึ่งระหว่างการรุมฟาดนี้ นางต้วน ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วย
หนุ่มมีกิ๊ก
หนุ่มมีกิ๊ก
ทั้งนี้เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากสามีของนางต้วนเกิดไปพบเข้าพอดี ว่าทั้งคู่แอบนัดเจอกัน จึงจัดการซ้อนแผนดัดหลังคนที่รึมาเป็นชู้ โดยไม่มีรายงานเพิ่่มเติมว่า หลิวถูกทำร้ายอยู่แบบนั้นนานแค่ไหน และมีการแจ้งความดำเนินคดีกันหรือไม่
ที่มา: kapook
ตัวเลขคาดการณ์ของร่างงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2561 นั้นอยู่ที่ 97.7 ล้านล้านเยน (8.68 แสนล้านดอลลาร์) สูงสุดเป็นประวัติการณ์เป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน เนื่องจากถูกนำไปใช้ในด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศมากขึ้น
แหล่งข่าวยังระบุด้วยว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจในระดับปานกลางคาดว่าจะส่งผลให้รายได้ที่มาจากภาษีนั้นอยู่ที่ราว 59.1 ล้านล้านเยน เพิ่มขึ้น 1.4 ล้านล้านเยนจากปีงบประมาณ 2560 ที่จะสิ้นสุดลงในเดือนมี.ค. 2561
ทั้งนี้ มีกระแสคาดการณ์ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะอนุมัติร่างงบประมาณปี 2561 ในวันศุกร์ ซึ่งสูงกว่าการอนุมัติงบประมาณขั้นเริ่มต้นของปีงบประมาณปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 97.45 ล้านล้านเยน
นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นยังจะลดจำนวนการปล่อยพันธบัตรลงราว 7 แสนล้านเยน ลงสู่ที่ระดับราว 33.7 ล้านล้านเยน โดยเป็นการปรับลดเป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2552 แม้ว่าการปล่อยพันธบัตรจะเป็นแหล่งระดมทุนหลักของรัฐบาลญี่ปุ่นในการลงทุนในโครงการต่างๆก็ตาม
ด้านค่าใช้จ่ายทั่วไปของรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งไม่รวมการชำระหนี้และการกระจายรายได้จากการเก็บภาษีสู่รัฐบาลบาลท้องถิ่น คาดว่าจะอยู่ที่ราว 58.9 ล้านล้านเยน เพิ่มขึ้นจากเดิมราว 5 แสนล้านเยน โดยส่วนหนึ่งมาจากการดูแลประชากรผู้สูงอายุที่มีจำนวนมากขึ้น และการป้องกันประเทศจากภัยคุกคามของเกาหลีเหนือ
ทั้งนี้ คาดว่างบประมาณด้านความมั่นคงจะอยู่ที่ราว 33 ล้านล้านเยน และด้านกลาโหมที่ราว 5.2 ล้านล้านเยน
ที่มา: bangkokbiznews
เกิดแรงสั่นสะเทือนเหมือนแผ่นดินไหวขนาดย่อมในเกาหลีเหนือในวันนี้ (23 ก.ย.) ซึ่งจีนตั้งข้อสงสัยอาจเป็นการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ครั้งใหม่ แต่เกาหลีใต้ประเมินว่าเป็นแผ่นดินไหวตามธรรมชาติ
ศูนย์เครือข่ายแผ่นดินไหวจีน (ซีอีเอ็นซี) ตรวจจับแรงไหวสะเทือนขนาด 3.4 เมื่อเวลา 08.30 น. วันเสาร์ ตามเวลามาตรฐานสากล (15.30 น. ตามเวลาในประเทศไทย) จุดศูนย์กลางอยู่ลึกใต้ดินไม่เกิน 1 กม. ในอ.คิลจู จ.ฮัมกย็องเหนือ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาหลีเหนือ พื้นที่เดียวกันกับที่รัฐบาลเปียงยางทำการทดลองอาวุธนิวเคลียร์เมื่อวันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา
เจ้าหน้าที่ซีอีเอ็นซีกล่าวว่า แรงสั่นสะเทือนครั้งนี้น่าสงสัยว่าอาจเกิดจากการทำงานของ “ระเบิด” แต่เบื้องต้นยังไม่มีปฏิกิริยาจากกระทรวงการต่างประเทศจีน
ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเกาหลีใต้รายงานว่า กำลังทำการวิเคราะห์สภาพของแรงไหวสะเทือนซึ่งวัดได้ขนาด 3.0 แต่ในเบื้องต้นคาดว่าเป็นแรงไหวตามธรรมชาติ เนื่องจากระบบตรวจจับไม่พบสัญญาณคลื่นเสียงแผ่นดินไหวที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์
ที่ผ่านมา เหตุแผ่นดินไหวในเกาหลีเหนือมักเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่ามีการทดลองนิวเคลียร์ รวมถึงการทดลองนิวเคลียร์ครั้งที่ 6 เมื่อต้นเดือนนี้
ที่มา: bangkokbiznews
23 ก.ย.60 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของสหรัฐ ( เอ็นดับเบิลยูเอส ) ประจำกรุงซานฮวน เครือรัฐเปอร์โตริโก ออกประกาศเตือนภัยผลกระทบจากเฮอริเคน "มาเรีย" อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันบริเวณเขื่อนกัวฮาตากา ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของเกาะ
ขณะที่ นายริคาร์โด รอสเซลโล ผู้ว่าการเครือรัฐเปอร์โตริโก สั่งอพยพประชาชนกว่า 70,000 คน ไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัยเป็นการด่วน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่เขื่อนขนาดใหญ่ซึ่งมีอายุเกือบ 80 ปีจะพังถล่ม
อย่างไรก็ดี พายุเฮอริเคน "มาเรีย" ที่พัดเข้าถล่มเปอร์โตริโก เมื่อช่วงปลางสัปดาห์นี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 ราย และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีก
ที่มา: naewna
ไอบีเอ็มไทมส์/เดลิมิร์เรอร์ - สื่อมวลชนอังกฤษที่ไม่อาจรับรองความน่าเชื่อถือ รายงานข่าวในวันศุกร์(22ก.ย.) อ้างชาวเกาหลีเหนือผู้แปรพักต์คนหนึ่งเปิดเผยว่า รัฐบาลของคิม จองอึน สั่งประหารนักดนตรี 11 คนต่อหน้าสาธารณะ หลังกล่าวหาว่าพวกเขาร่วมกันผลิตหนังโป๊ โดยให้ใช้ปืนต่อต้านอากาศยานยิงถล่มและรถถังขยี้ร่างซ้ำจนแหลกไม่เหลือชิ้นดี
บุคคลที่ใช้นามแฝงว่า ฮี ยอนลิม อ้างว่าบิดาผู้ล่วงลับของเธอเคยเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงในเกาหลีเหนือ เล่าว่านักดนตรีทั้ง 11 คนถูกมัดไว้กลางสนาม จากนั้นก็ใช้ปืนต่อสู้อากาศยานยิงเข้าใส่และตามด้วยใช้รถถังบดขยี้ จนร่างเละแหลกเหลว
สตรีวัย 25 ปีรายนี้เปิดเผยต่อว่ามีประชาชน 10,000 คนถูกบังคับให้มาดูการประหารชีวิตอันน่าสยดสยอง ซึ่งเกิดขึ้นที่สนามกีฬาของโรงเรียนนายร้อยในเปียงยาง ไม่นานหลังจาก คิม จองอึน ขึ้นสืบทอดอำนาจในฐานะผู้นำสูงสุดต่อจากบิดาของเขา ที่ถึงแก่อสัญกรรมในปี 2011
ฮี ยอนลิม ซึ่งหลบหนีไปยังเกาหลีใต้ หลังพ่อของเธอเสียชีวิต เปิดเผยเรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวระหว่างให้สัมภาษณ์กับเดลิมิร์เรอร์ สื่อมวลชนของอังกฤษ "พวกเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงสั่งให้เราออกจากห้องเรียน และเดินทางไปยังโรงเรียนนายร้อยในเปียงยาง" ทั้งนี้ผู้หญิงรายนี้ต้องใช้นามแฝง สืบเนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัย
"ที่นั่นมีสนามกีฬา เป็นแบบที่มีอัฒจันทร์โดยรอบ พวกนักดนตรีถูกพาออกมา มัดมือมัดเท้า คลุมศีรษะและดูเหมือนจะถูกปิดปากเพื่อไม่ให้ส่งเสียง ไม่มีการร้องขอความเมตตาหรือแม้กระทั่งเสียงกรีดร้อง สิ่งที่ฉันเห็นมันติดตา ฉันอาเจียนตลอดทั้งวัน พวกเขาถูกลงโทษด้วยปืนต่อต้านอากาศยาน" ฮี ยอนลิมเผย
เธอเล่าต่อว่า "วันนั้น ฉันยืนอยู่ห่างจากเหยื่อราว 200 ฟุต กระสุนปืนนัดหนึ่งถูกยิงออกมา เสียงมันดังสนั่น น่าสยดสยอง จากนั้นก็มีการยิงใส่ร่างนักดนตรีคนอื่นๆทีละคน ร่างของพวกเขาระเบิดกระจาย เลือดกระเด็นไปทั่ว ต่อมารถถังของกองทัพก็เคลื่อนเข้ามาและแล่นเหยียบขยี้เศษชิ้นส่วนบนพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนแทบจะไม่เหลือชิ้นส่วนใดๆ"
คำกล่าวอ้างที่ไม่สามารถยืนยันได้นี้ ตรงกับรายงานข่าวเมื่อปี 2013 ที่อ้างว่ามีการประหารชีวิตเหล่าสมาชิกของวงออร์เคสตราอุนฮาซู ซึ่ง รีโซลจู ภรรยาของคิม เป็นสมาชิกของวงด้วย
หนังสือพิมพ์อาซาฮี ชิมบุนของญี่ปุ่น อ้างในตอนนั้นว่าสมาชิกของวงอุนฮาซูและ Wangjaesan Art Troupe ถูกประหารหลังจากต้องสงสัยว่าผลิตหนังโป๊ โดยว่ากันว่าการประหารมีขึ้น เพราะ คิม กลัวชื่อเสียงของภรรยาจะเสื่อมเสีย
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น นิตยสารโชซุน อิลโบของเกาหลีใต้ รายงานเช่นกันว่ามีการประหารนักดนตรีหลายสิบคน ในนั้นรวมถึง ฮยอน ซอง-วอล นักร้องและคนรักเก่าของคิม
อย่างไรก็ตามรายงานข่าวดังกล่าวกระพือเสียงโวยวายมาจากเปียงยาง โดยสำนักงานข่าวกลางเกาหลีเหนือ(เคซีเอ็นเอ) กล่าวหาสื่อมวลชนเกาหลีใต้ตีพิมพ์เนื้อหาอันเป็นเท็จและรายงานข่าวมุ่งร้าย
ต่อมาเอเอฟพีรายงานว่า ฮยอน ซอง-วอล ได้ปรากฏตัวผ่านสถานีโทรทัศน์ในปี 2014 ปี ในสภาพที่ยังมีชีวิตอยู่และดูสบายดี
ที่มา: manager
“คิม จอง อึน” ขู่ตอบโต้สหรัฐแรงสุดในประวัติศาสตร์ หลัง“ทรัมป์” กล่าวโจมตีเกาหลีเหนือบนเวทียูเอ็น
นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ได้ออกแถลงการณ์เตือนสหรัฐว่าจะเผชิญกับมาตรการตอบโต้อย่างแข็งกร้าวจากเกาหลีเหนือในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ภายหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ ได้กล่าวสุนทรพจน์โจมตีนายคิม จอง อึนและเกาหลีเหนือในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น)
"ทรัมป์ได้กล่าวดูหมิ่นผมและประเทศของผมต่อหน้าสาธารณชนทั่วโลก เราจะพิจารณาตอบโต้ด้วยมาตรการที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ และนี่ไม่ใช่การแสดงวาทศิลป์ในแบบที่ทรัมป์ชื่นชอบ แต่ไม่ว่าทรัมป์จะคาดหวังเช่นไร เขาจะต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมายอย่างแน่นอน" นายคิม กล่าว
การประกาศกร้าวของนายคิม จอง อึน มีขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่กรุงนิวยอร์กเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า หากสหรัฐถูกคุกคามจากเกาหลีเหนือ และหากสหรัฐถูกบังคับให้ต้องปกป้องตนเอง สหรัฐก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากที่จะต้องทำลายเกาหลีเหนือให้สิ้นซาก โดยถ้อยแถลงดังกล่าวส่งผลให้หลายฝ่ายกังวลว่าอาจจะทำให้สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง
ล่าสุดเมื่อวานนี้ ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งคว่ำบาตรรอบใหม่ต่อเกาหลีเหนือ โดยมีการขึ้นบัญชีดำบุคคล และหน่วยงานที่ดำเนินธุรกิจกับเกาหลีเหนือ เพื่อเป็นการลงโทษเกาหลีเหนือที่ได้ทำการทดลองนิวเคลียร์ และขีปนาวุธครั้งใหม่
"ผมได้ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดีครั้งใหม่ โดยเราจะขยายการดำเนินการของเราในการพุ่งเป้าบริษัท สถาบันการเงิน ซึ่งให้เงินทุน และอำนวยความสะดวกทางการค้าแก่เกาหลีเหนือ คำสั่งของเราจะตัดแหล่งเงินทุนของเกาหลีเหนือซึ่งใช้สนับสนุนการพัฒนาอาวุธทำลายล้างสูง"" ปธน.ทรัมป์กล่าว
ที่มา: bangkokbiznews
รอยเตอร์ – เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำสหประชาชาติ นิกกี้ เฮลีย์ กล่าวในวันอาทิตย์ (17 ก.ย.) ว่า คณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นได้ใช้ทางเลือกต่างๆ ไปจนหมดสิ้นแล้ว ในความพยายามที่จะจำกัดขีดวงโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ และสหรัฐฯอาจจะต้องส่งเรื่องนี้ไปให้เพนตากอน (กระทรวงกลาโหมอเมริกา) เป็นคนจัดการแล้ว
“เราได้ทำอะไรไปจนหมดสิ้นแล้วจริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราสามารถกระทำได้ ณ คณะมนตรีความมั่นคงในจุดนี้” เฮลีย์บอกกับรายการสัมภาษณ์ประจำวันอาทิตย์ “สเตท ออฟ ดิ ยูเนียน” ของโทรทัศน์ข่าวซีเอ็นเอ็น พร้อมกับพูดต่อไปว่าเธอรู้สึกยินดีอย่างที่สุดที่จะส่งมอบปัญหาเกาหลีเหนือนี้ไปให้แก่รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เจมส์ แมตทิส
ขณะที่ผู้นำของประเทศต่างๆ ทั่วโลกมุ่งหน้าสู่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติในนครนิวยอร์ก เพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่ยูเอ็นประจำปีที่มีขึ้นในสัปดาห์นี้ การแสดงความเห็นเช่นนี้ของเฮลีย์เป็นการบ่งบอกว่า สหรัฐฯไม่ได้ล่าถอยจากที่ได้เคยข่มขู่คุกคามว่าจะใช้ปฏิบัติการทางทหารเข้าจัดการกับเกาหลีเหนือ
เกาหลีเหนือนั้นได้ยิงขีปนาวุธพิสัยปานกลางผ่านข้ามประเทศญี่ปุ่นไปตกลงในมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อวันพฤหัสบดี (14 ก.ย. ตามเวลาในนิวยอร์ก แต่เป็นวันศุกร์ที่ 15 ก.ย. ตามเวลาในเกาหลีเหนือ) อันเป็นการท้าทายต่อมาตรการลงโทษคว่ำบาตรครั้งใหม่ซึ่งคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นเพิ่งโหวตเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ โดยที่มีทั้งการห้ามเกาหลีเหนือส่งออกสินค้าสิ่งทอ และการจำกัดการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของโสมแดง
จีนซึ่งยกมือโหวตเห็นชอบกับมติการลงโทษคว่ำบาตรแพกเกจใหม่นี้ด้วย แต่ก็รบเร้าสหรัฐฯให้หลีกเลี่ยงจากการข่มขู่คุกคามเกาหลีเหนือ อย่างไรก็ดี ในรายการสัมภาษณ์ของซีเอ็นเอ็นนี้ เมื่อถูกถามถึงเรื่องที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เคยฮึ่มฮั่มในเดือนที่แล้วว่า หากโสมแดงยังคงคุกคามสหรัฐฯแล้ว ก็จะต้องเจอกับ “เพลิงและความเคียดแค้น” เฮลีย์ก็ตอบว่า คำพูดของทรัมป์นี้ “มันไม่ใช่เป็นการข่มขู่อันว่างเปล่า”
“ถ้าเกาหลีเหนือยังคงแสดงพฤติการณ์อันไม่ยั้งคิดเช่นนี้ต่อไป ถ้าสหรัฐฯจำเป็นต้องคุ้มครองป้องกันตัวเองหรือคุ้มครองป้องกันพวกพันธมิตรของตนในวิถีทางใดๆ แล้ว เกาหลีเหนือก็จะถูกทำลาย พวกเราทั้งหมดต่างทราบเรื่องนี้ดี พวกเราไม่มีใครเลยที่ต้องการเช่นนั้น พวกเราไม่มีใครเลยที่ต้องการสงคราม” เฮลีย์ กล่าว
“เรากำลังพยายามใช้ความเป็นไปได้อื่นๆ ทุกๆ อย่างที่เรามีอยู่ ทว่ามันก็ยังมีทางเลือกทางทหารต่างๆ ครบชุดวางแบอยู่บนโต๊ะ (ให้สามารถเลือกใช้ได้)” เธอบอก
“มนุษย์จรวด”
ระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่ยูเอ็นคราวนี้ ทรัมป์มีกำหนดจะขึ้นกล่าวปราศรัยด้วย ซึ่งจะเป็นการพูดบนเวทีสมัชชาใหญ่ยูเอ็นประจำปีครั้งแรกของเขานับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยที่เขามีนัดหมายจะเจรจาหารือกับผู้นำของหลายชาติในโอกาสนี้ด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประธานาธิบดี มุน แจอิน ของเกาหลีใต้
“ผมได้พูดกับประธานาธิบดีมุนของเกาหลีใต้เมื่อคืนนี้ ได้ถามเขาว่ามนุษย์จรวดกำลังทำอะไรอยู่ ควันก๊าซยาวเหยียดกำลังก่อตัวในเกาหลีเหนือ เลวร้ายมาก!” นี่เป็นข้อความทางทวิตเตอร์ข้อความหนึ่งซึ่งทรัมป์โพสต์เมื่อเช้าวันอาทิตย์ (17) นับเป็นครั้งแรกที่เขาใช้คำว่า “มนุษย์จรวด” (Rocket Man) ซึ่งดูจะต้องการหมายถึงคิม จองอึน ผู้นำโสมแดง
<i>ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติประจำทำเนียบขาว เอช.อาร์ แมคมาสเตอร์ </i>
ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติประจำทำเนียบขาว เอช.อาร์ แมคมาสเตอร์
ก่อนหน้านี้ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาว เอช.อาร์. แมคมาสเตอร์ ได้กล่าวเมื่อวันศุกร์ (15)ว่า หลังจากเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธครั้งล่าสุดเช่นนี้ ทำให้สหรัฐฯกำลังหมดความอดทนอดกลั้น ทั้งนี้เขาพูดเป็นคำพังเพยว่า “เรากำลังเตะกระป๋องให้กลิ้งไปตามถนน (หมายความว่า ผัดวันประกันพรุ่ง ยังไม่ได้ทำการตัดสินใจ) และมาถึงตอนนี้เราก็มาจนสุดถนนแล้ว”
ในวันอาทิตย์ (17) เขาออกมาเตือนถึงอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้นจากเกาหลีเหนือ
“ระบอบปกครองนี้ขยับเข้ามาใกล้เหลือเกินที่จะกลายเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯและคนอื่นๆ ด้วยอาวุธนิวเคลียร์ และเราจำเป็นต้องเคลื่อนไหวกันด้วยความรู้สึกถึงความเร่งด่วนอย่างมากมายจริงๆ ในเรื่องการแซงก์ชั่น ในด้านการทูต และก็กำลังเตรียมพร้อม หากว่ามีความจำเป็น ที่จะต้องใช้ทางเลือกทางการทหาร” แมคมาสเตอร์ กล่าวในรายการสัมภาษณ์ประจำวันวันอาทิตย์ “ฟ็อกซ์ นิวส์ ซันเดย์” ของโทรทัศน์ข่าวฟ็อกซ์นิวส์
เห็นกันว่าทางเลือกด้านการทหารที่ทรัมป์อาจนำมาใช้ได้ มีตั้งแต่การปิดล้อมทางทะเลซึ่งมุ่งหมายที่จะบังคับใช้มาตรการแซงก์ชั่นต่างๆ อย่างได้ผล ไปจนถึงการใช้ขีปนาวุธร่อนเข้าถล่มโจมตีสถานที่ทางด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ ตลอดจนการเปิดการรณรงค์สู้รบอย่างใหญ่โตกว้างขวางด้วยจุดมุ่งหมายที่จะโค่นล้มคิม จองอึน
รัฐมนตรีกลาโหมแมตทิสได้เคยกล่าวเตือนเอาไว้ว่า ผลพวงต่อเนื่องจากการใช้ปฏิบัติการทางทหารใดๆ ก็ตามต่อเกาหลีเหนือ จะก่อให้เกิด “เรื่องเศร้าในขนาดขอบเขตที่เหลือเชื่อ” และก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างสาหัสร้ายแรงต่อพันธมิตรของสหรัฐฯอย่างเกาหลีใต้
ทางด้าน ไดแอนน์ ไฟน์สไตน์ วุฒิสมาชิกสหรัฐฯสังกัดพรรคเดโมแครตฝ่ายค้าน ได้กล่าวในวันอาทิตย์ (17) ว่า ทรัมป์ไม่ควรที่จะบอกปัดว่าจะไม่ยอมพูดจากับเกาหลีเหนือ หากโสมแดงไม่ยินยอมที่จะยุติโครงการนิวเคลียร์ของพวกเขาเสียก่อน
“ดิฉันคิดว่าเกาหลีเหนือจะไม่ยอมยกเลิกโครงการของพวกเขาหรอก ถ้าหากไม่มีอะไรวางอยู่บนโต๊ะเจรจาเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน” เธอกล่าวในรายการสัมภาษณ์ทางซีเอ็นเอ็น
ไฟน์สไตน์กล่าวด้วยว่า การระงับทั้งโครงการนิวเคลียร์และคลังแสงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือเอาไว้ก่อน แทนที่จะเรียกร้องให้ยุติไปเลย จะเป็นสิ่งที่ยอมรับเป็นที่พึงพอมากขึ้นของเกาหลีเหนือและของจีน ซึ่งหวั่นเกรงว่าสหรัฐฯมีเป้าหมายที่จะโค่นล้มคิม
สำหรับรัฐมนตรีต่างประเทศ เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน ซึ่งพูดในรายการสัมภาษณ์ประจำวันอาทิตย์ “เฟซ เดอะ เนชั่น” ทางเครือข่ายโทรทัศน์ซีบีเอส กล่าวว่าสหรัฐฯยังคงต้องการหนทางแก้ไขแบบสันติ และกำลังเฝ้ารอคอยให้ฝ่ายเกาหลีเหนือส่งสัญญาณว่าพวกเขาพร้อมแล้วที่จะพูดจาหารือกัน
“เราได้ใช้ความพยายามมาหลายครั้งแล้วที่จะส่งสัญญาณไปถึงพวกเขาว่า พวกเรานั้นพร้อม เมื่อพวกเขาพร้อม” เขากล่าว “แต่แล้วพวกเขาก็ตอบสนองด้วยการยิงขีปนาวุธมากขึ้นและการทดลองนิวเคลียร์เพิ่มขึ้น”
ที่มา: manager
14 ก.ย.60 เวลาประมาณ 00:10 น. เกิดเหตุยิงกันขึ้นบนทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน หลักกิโลเมตรที่ 278-279 ขาล่อง พื้นที่หมู่ที่ 3 ต.เขาท่าพระ อ.เมืองชัยนาท ในที่เกิดเหตุพบศพนายพงศธร ศิริบาล อายุ 30 ปี ชาว ต.เสือโฮก อ.เมืองชัยนาท นอนคว่ำหน้าคร่อมอยู่บนแบริเออร์กลางถนน มีบาดแผลถูกอาวุธปืนไม่ทราบขนาดยิงเข้าบริเวณกลางหลังจำนวน 1 นัด ห่างกันประมาณ 5 เมตร พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้าสีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ของผู้ตายคว่ำอยู่ริมถนน
จากการสอบสวนผู้ที่เห็นเห็นเหตุการณ์เล่าว่ากลุ่มของผู้ตายจำนวน 5-6 กำลังจะไปเที่ยวงานประจำปีของจังหวัด แต่มาเจอกลุ่ม "แก๊งซูซูรัน" คู่อริที่เคยมีเรื่องกันมาก่อนหน้านี้ ซึ่งมากันกว่า 10 คน ดักทำร้ายแล้วไล่ยิงกลุ่มผู้ตายจนหนีแตกกระเจิง โชคร้ายที่ผู้ตายถูกกระสุนเจาะร่าง จนรถล้มตกข้างถนน จากนั้นพยายามวิ่งหนีตายข้ามฝั่ง แต่ก็มาสิ้นใจขณะกำลังปีนข้ามแบริเออร์ในจุดที่พบศพ
พ.ต.อ.ชัชพิมุข มีมุข ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองชัยนาท เปิดเผยว่าเบื้องต้นรู้ตัวคนร้ายแล้ว ว่าเป็นสมาชิก”แก๊งซูซูรัน”ป่วนเมือง และคาดในวันพรุ่งนี้จะขออนุมัติศาล ออกหมายจับได้ ซึ่งคาดว่าจะสามารถติดตามจับกุมตัวคนร้ายพร้อมเพื่อนร่วมแก๊งได้เร็วๆนี้
ที่มา: naewna
เป็นปัญหาที่ยาวนานและเป็นเรื่องที่ชาวโลกจับตามอง กับกรณีความขัดแย้งใน เมียนมา ระหว่าง “รัฐบาลพม่า” กับกลุ่มชนชาว “โรฮิงญา” (“โรฮีนจา” หรือที่ทางการเมียนมาพยายามให้เรียกว่า “เบงกาลี”) ที่ปรากฏเป็นข่าวเสมอว่ารัฐบาลเมียนมามีนโยบายค่อนข้างรุนแรง เพื่อกดดันให้กลุ่มชนดังกล่าวออกไปจากประเทศ ทำให้เกิด “คลื่นผู้อพยพ” เข้าไปยังบังกลาเทศบ้าง หรือเป็น “มนุษย์เรือ” /ฝ่าคลื่นลมทะเลมาแวะใน “ประเทศไทย” ก่อนเดินทางไปยังประเทศอื่นๆ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือไปไกลถึงออสเตรเลีย
ชนชาวโรฮิงญาที่เป็นรู้จักของสังคมไทย เมื่อปรากฏหลุมศพขนาดใหญ่ของชาวโรฮิงญาในจังหวัดทางภาคใต้ของไทยนำไปสู่การสืบสวนจับกุมในข้อหาค้ามนุษย์กับผู้ต้องหาหลายราย อาทิ พล.ท.มนัส คงแป้น อดีตนายทหารสังกัด กองอำนวยการรักษาความสงบภายใน (กอ.รมน.) ซึ่งศาลได้อ่านคำพิพากษาในคดีนี้ไปเมื่อ 19 ก.ค. 2560 ที่ผ่านมา ทว่ารัฐบาลไทย ฝ่ายความมั่นคงไทย และสังคมไทย ต้องกลับมาอยู่ในภาวะกังวลกับผู้อพยพโรฮิงญาอีกครั้ง หลังรัฐบาลพม่าดำเนินการปราบปรามชาวโรฮิงญาอย่างรุนแรง ช่วงปลายเดือน ส.ค. 2560
บ่ายวันที่ 13 ก.ย. 2560 ที่งานเสวนาเรื่อง “โรฮิงญา : เรื่องที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด” ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในงานนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมาคนหนึ่งของไทยอย่าง รศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ บอกเล่าประวัติศาสตร์ที่ฟังแล้วคงไม่ผิดนัก หากจะบอกว่าชาวโรฮิงญานั้นเป็น “ชนชาติที่ถูกสาป” เพราะอยู่ในดินแดนที่ไม่มีใครต้องการ และไปที่ไหนก็ไม่ค่อยจะมีใครอยากอ้าแขนรับ
รศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์
อาจารย์สุเนตร เล่าถึง “ประวัติศาสตร์กระแสหลัก” ของเมียนมา ที่มองว่าชาวโรฮิงญาเป็น “คนนอก” (Foreigner) เป็นชาวต่างด้าวต่างชาติ ไม่ใช่ “ชนดั้งเดิม” ในแผ่นดินเมียนมาอย่างกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ อาทิ มอญ ไทยใหญ่ กะเหรี่ยง ว้า ฯลฯ ขณะเดียวกัน พื้นที่ที่ชาวโรฮิงญาอยู่อาศัยนั้น เรียกว่า “อาระกัน” (Arakan) หรือ “ยะไข่” เดิมก็เป็นรัฐอิสระเช่นกัน กระทั่งในปี 2327 (ค.ศ.1784) อาณาจักรพม่าจึงสามารถยึดครองดินแดนอาระกันได้สำเร็จ ซึ่งก็มีเรื่องเล่าว่า ชาวอาระกันที่นับถือศาสนาอิสลาม “หนีตาย” ออกจากเมืองไปเป็นจำนวนมาก
แผนที่ดินแดน “อาระกัน” (Arakan) หรือ “ยะไข่” (Rakhine)
ภาพจากเว็บไซต์ https://joshuaproject.net/people_groups/13207/BM
แต่นั่นก็ตามมาซึ่ง “ปัญหาใหม่” นั่นคือกลายเป็นว่าพม่ามีพรมแดนติดกับ “เอเชียใต้” ซึ่งตกอยู่ใต้อิทธิพลของ “อังกฤษ” มหาอำนาจโลกตะวันตกขณะนั้น และเมื่อเกิดเหตุกระทบกระทั่งจนพม่ากับอังกฤษทำสงครามกันในปี 2367 - 2368 (ค.ศ.1824 - 1825) ผลคือพม่าเป็นฝ่ายแพ้ และต้อง “เสียอาระกัน” ให้กับอังกฤษ โดยถูกผนวกรวมเข้ากับอินเดียและบังกลาเทศ ซึ่งช่วงนี้เองที่การโยกย้ายถิ่นฐานไปมาของผู้คนระหว่างบังกลาเทศกับอาระกันเกิดขึ้นทั่วไป
“ช่วงที่เข้ามากันมาก คือช่วงต้นคริสตศวรรษที่ 20 (ค.ศ.1900 หรือ พ.ศ.2443 เป็นต้นมา) อังกฤษต้องการใช้แรงงานคนแขกซึ่งก็มีหลายเผ่า แต่ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม จึงมีการนำคนจากฝั่งโน้น (บังกลาเทศ) เข้ามาจำนวนมาก จะรู้ได้อย่างไรว่าโรฮิงญากลุ่มไหนอยู่เก่าแก่ หรือกลุ่มไหนอังกฤษนำเข้ามา แต่รัฐบาลพม่าเหมาเอาทั้งหมดว่าเข้ามาหลัง ค.ศ.1824” อาจารย์สุเนตร ระบุ
นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เมียนมาท่านนี้ เล่าต่อไปว่า เมื่ออังกฤษนำคนแขกมุสลิมเข้ามา ก็มีปัญหาระหองระแหงกระทบกระทั่งกันบ้างกับชาวพื้นถิ่นที่เป็น “ชาวพุทธ” แต่เหตุการณ์ที่เป็น “รอยร้าว” ระหว่างชน 2 กลุ่ม อยู่ในช่วง “สงครามโลกครั้งที่ 2” เมื่อพม่าที่ขณะนั้นตกเป็นอาณานิคมอังกฤษ “ขบวนการกู้เอกราชพม่า” ได้จับมือกับ “ญี่ปุ่น” เพื่อหวังให้กองทัพลูกพระอาทิตย์มาขับไล่มหาอำนาจตะวันตกออกไป ในทางตรงกันข้าม กองทัพอังกฤษก็ได้ทิ้งอาวุธจำนวนมากไว้ให้ชาวโรฮิงญาในอาระกัน เพื่อต่อสู้กับญี่ปุ่นเช่นกัน
“อังกฤษทิ้งอาวุธให้โรฮิงญา เพื่อจะเอาไว้เป็นกันชนไม่ให้ญี่ปุ่นตามเข้าไปถึงอินเดีย สถานการณ์นี้เป็นรอยแผลสำคัญเลยที่เกิดขึ้น ส่วนรอยแผลอันที่ 2 คือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีปรากฏการณ์การแยกประเทศ เช่นมีปากีสถานตะวันตก ปากีสถานตะวันออก (ปัจจุบันคือบังกลาเทศ) โรฮิงญาก็มีกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อแยกประเทศเช่นกัน อย่างที่มีชื่อออกมาคือ Arakanistan ในช่วงนั้น ซึ่งเป็นเรื่องสุดท้ายที่รัฐบาลพม่าจะยอมให้เกิด” อาจารย์สุเนตร กล่าว
“สะพานข้ามแม่น้ำแคว” ทางรถไฟที่สร้างขึ้นจากชีวิตเชลยศึกในกองทัพญี่ปุ่น มุ่งให้เป็นเส้นทางเดินทัพเข้าสู่พม่าในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
ท่าทีของพม่าหลังได้รับเอกราชจากอังกฤษใหม่ๆ ในปี 2491 (ค.ศ.1948) รัฐบาลพม่าในขณะนั้น “แม้จะยังไม่ยอมรับชาวโรฮิงญาเป็นชนเผ่าหนึ่งของประเทศ แต่ก็ได้ให้สิทธิเสรีภาพพอสมควร” ชาวโรฮิงญาตั้งสมาคม ชมรมต่างๆ อย่างเปิดเผย ถึงขนาดมีสถานีวิทยุเป็นของตนเอง ทว่าทุกอย่างได้เปลี่ยนไป เมื่อเกิดการยึดอำนาจในปี 2505 (ค.ศ.1962) โดยผู้นำฝ่ายทหาร นายพล “เน วิน” (Ne Win) จากนั้นก็เป็นที่ทราบกันดีว่า แผ่นดินพม่าได้เข้าสู่ “ยุคมืด” เพราะมีการ “ปิดประเทศ” และเปิดฉากสมัยแห่ง “ระบอบเผด็จการ” ยาวนานนับทศวรรษ
นายพล “เน วิน” (Ne Win) ผู้นำพม่าเข้าสู่ยุคเผด็จการปิดประเทศ
อาจารย์สุเนตร กล่าวว่า เมื่อ เน วิน ขึ้นครองอำนาจ ท่าทีของรัฐบาลพม่าต่อชนชาวโรฮิงญาได้เปลี่ยนไปแบบ “จากยืดหยุ่นสู่กวาดล้าง” โดยเฉพาะในปี 2521 (ค.ศ.1978) รัฐบาลทหารพม่าได้ใช้นโยบาย Operation Nagamin เข้าควบคุมพื้นที่อาระกัน โดยอ้างว่า “เพื่อรักษาความสงบ” หรือก่อนหน้านั้น ในปี 2517 (ค.ศ.1974) มีการออกกฎหมาย “ยกเลิกบัตรประชาชน” ของชาวโรฮิงญา และในปี 2525 (ค.ศ.1982) ได้ยกระดับสู่การ “ยกเลิกทุกสิทธิ” ที่ชาวโรฮิงญาเคยมีเหมื่อนชนกลุ่มอื่นๆ หรือก็คือการไม่ยอมรับ “การมีตัวตน” ของโรฮิงญาบนแผ่นดินพม่าอีกต่อไป
นั่นคือเรื่องราวในอดีต แต่ในวันนี้ที่ประชาคมโลกถามหา “อองซานซูจี” (Aung San Suu Kyi) ว่าหายไปไหน? ทำไมไม่พูดอะไรเกี่ยวกับวิกฤติโรฮิงญาบ้าง ทั้งที่เคยถูกยกย่องเป็น “วีรสตรีนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” จนได้รับ “รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ” (Nobel Peace Prize) ในปี 2534 (ค.ศ.1991) ในขณะที่ถูกรัฐบาลทหาร SLORC และ SPDC สั่งจองจำในบ้านพักของเธอเอง กระทั่งในเวลาต่อมาถูกปล่อยตัวและกลับมามีบทบาทสำคัญทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อพม่าปฏิรูปการเมืองสู่ประชาธิปไตย และพรรค NLD ของเธอชนะเลือกตั้งในปี 2558 (ค.ศ.2015)
“อองซานซูจี” (Aung San Suu Kyi)
นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เมียนมาท่านนี้ อธิบายสภาพสังคมเมียนมาที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจ คือ “2 พรรคใหญ่” ในการเมืองเมียนมา คือ พรรค NLD ของนางอองซานซูจี กับ พรรค USDP หรือพรรคการเมืองของ “ฝ่ายทหาร” ซึ่งถือเป็น “คู่แข่ง” ของพรรค NLD โดยตรง แน่นอนว่าในสังคมประชาธิปไตย “ฐานเสียง” จากประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ ทว่านั่นคือ “โชคร้าย” เพราะชนชาวพม่า “ส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ และไม่ชอบโรฮิงญา” ประเด็นโรฮิงญาจึงเป็นเรื่อง “ต้องห้าม” ที่นักการเมืองทุกรายไม่ควรเอ่ยปากพูดถึง
“ไม่ว่าจะ NLD หรือ USDP ต่างคาดหวังว่าจะได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชน ซึ่งกว่า 90 เปอร์เซ็นต์เป็นพุทธ ดังนั้นถ้ารัฐบาลแสดงทีท่าเห็นอกเห็นใจมุสลิมโรฮิงญา ก็จะถูกต่อต้านจากประชาชน หมวกที่อองซานซูจีสวมอยู่ขณะนี้คือหมวกนักการเมือง ไม่ใช่หมวกของผู้ชนะรางวัลโนเบลสันติภาพ ฉะนั้นเขาก็ต้องระวัง ถ้าไปทำอะไรมากคะแนนเสียงจะเสีย” อาจารย์สุเนตร กล่าว
นอกจากพรรคการเมืองใหญ่ระดับชาติแล้ว ยังมี “ตัวแปร” อื่นๆ เช่น พรรคการเมืองท้องถิ่นรัฐอาระกัน แน่นอนว่ามีแนวทางแบบ “พุทธหัวรุนแรง” ไม่ต่างจากชนชาวพม่าส่วนใหญ่ที่มองโรฮิงญาเป็นคนนอก ความสำคัญของพรรคการเมืองนี้ต่อรัฐบาลกลางเมียนมา คือ “พรรครัฐบาลเอาชนะเลือกตั้งที่อาระกันไม่ได้” ทำให้ขั้วการเมืองรัฐบาลต้องให้ความใส่ใจอย่างมาก หรือแม้แต่ “ภาคประชาชน” ในรัฐอาระกัน ที่จำนวนมากก็เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวของชาวพุทธที่ไม่เอาชาวโรฮิงญา แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ และยังมีกลุ่มย่อยอื่นๆ ออกไปอีก
“โรฮิงญายังเป็นปัญหาเรื่องสีผิว เพราะมีสีผิวต่างจากคนพม่าชัดเจน ภาษาก็คนละภาษา แถมศาสนายังแตกต่าง ปัญหาของโรฮิงญาจึงเห็นภาพว่ามีกลุ่มยะไข่พุทธกับโรฮิงญาที่ขัดแย้งกัน ทั้งๆ ที่ในอาระกันไม่ได้มีแค่ 2 ชาติพันธุ์ แต่กลุ่มที่เด่นๆ คือยะไข่พุทธกับมุสลิมโรฮิงญา พอเป็นแบบนี้รัฐก็วางตัวยาก จะเอนเอียงสนับสนุนไปทางไหน? แน่นอนก็ต้องทางพุทธ แล้วพอเป็นแบบนี้มันก็ข้ามพรมแดนแล้ว ไม่ได้อยู่แต่ในรัฐยะไข่เท่านั้น แต่กระจายไปพม่าส่วนอื่นๆ ที่เป็นชาวพุทธด้วยกัน ก็มีความเคลื่อนไหวต่อต้านโรฮิงญา” อาจารย์สุเนตร กล่าวย้ำ
สุดท้ายเมื่อถามหา “กลไกระหว่างประเทศ” เช่น ประชาคมอาเซียน อาจารย์สุเนตร ระบุว่า รัฐบาลพม่ายืนยันเสมอว่า “นี่คือเรื่องภายในของฉัน คนอื่นอย่าเข้ามายุ่ง” ดังนั้นแล้ว ชะตากรรมของชาวโรฮิงญา จึงต้อง
“เคว้งคว้าง” อย่างไม่รู้ที่สิ้นสุด!!!
ที่มา: naewna
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหประชาชาติชี้สถานการณ์ความรุนแรงในประเทศเมียนมาร์ขณะนี้เข้าตำราฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ เซอิด ราอัด อัล ฮุสเซน กล่าวในที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมาร์ยุติปฏิบัติการทางทหารที่โหดร้าย รวมถึงหยุดยั้งกระแสสังคมที่เหยียดชาวมุสลิมโรฮิงญา
โดย เซอิด ราอัด อัล ฮุสเซน ระบุอีกว่า สถานการณ์ในรัฐยะไข่ขณะนี้เหมือนกับตัวอย่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในตำราเรียน ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดเหตุรุนแรงครั้งล่าสุดในรัฐยะไข่เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา มีชาวโรฮิงญาลี้ภัยข้ามไปยังประเทศบังกลาเทศแล้ว 294,000 คน
ที่มา: sanook
“ยูเอ็น”ลงมติคว่ำบาตร“เกาหลีเหนือ”เพิ่ม เน้นจำกัดเข้าถึง“น้ำมัน”ตอบโต้ทดสอบนิวเคลียร์ หวังบีบ“คิมน้อย”เจรจา
สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ที่ประชุมของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ(ยูเอ็นเอสซี) ว่าด้วยเรื่องเกาหลีเหนือ ซึ่งหารือกันมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ได้มีการลงมติคว่ำบาตรเกาหลีเหนือเพิ่มเติมในวันจันทร์(11ก.ย.60) โดยที่ประชุมลงมติเป็นเอกฉันท์ 15-0 เห็นชอบมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่รัฐบาลเปียงยาง คือ ระงับการส่งออกสิ่งทอและจำกัดการส่งมอบน้ำมัน เพื่อลงโทษจากการที่ทดสอบนิวเคลียร์ครั้งที่ 6 ซึ่งถือเป็นครั้งรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา
มาตรการคว่ำมาตรดังกล่าวร่างโดยสหรัฐ ซึ่งถือเป็นมาตรการคว่ำบาตรครั้งที่ 8 แล้ว นับตั้งแต่เกาหลีเหนือทดสอบนิวเคลียร์ครั้งแรกเมื่อปี 2006 ซึ่งเดิมสหรัฐต้องการให้มีการอายัดทรัพย์สินในต่างแดนของนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ แต่สุดท้ายสหรัฐก็ยอมถอนออกไป เพื่อให้ได้รับเสียงสนับสนุนจากจีนและรัสเซีย
มาตรการคว่ำบาตรล่าสุด ประกอบด้วย ห้ามส่งออกสิ่งทอ ตัดขาดการขนส่งก๊าซธรรมชาติไปยังเกาหลีเหนือ กำหนดเพดานการส่งมอบผลิตภัณฑ์น้ำมันกลั่น และตรึงการป้อนน้ำมันดิบไว้ที่ระดับปัจจุบัน โดยภายใต้มาตรการคว่ำบาตรใหม่นี้ ประเทศต่างๆจะมีอำนาจเข้าตรวจเรือต้องสงสัยบรรทุกสินค้าต้องห้ามสำหรับเกาหลีเหนือ แต่ต้องขอความยินยอมจากรัฐเจ้าของธงเสียก่อน ในร่างมติเบื้องต้นถึงขั้นอนุญาตให้ใช้กำลังขึ้นไปบนเรือดังกล่าว แต่สุดท้ายต้องปรับลดระดับความแข็งกร้าวลง หลังการเจรจาเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
มตินี้จำกัดการส่งมอบผลิตภัณฑ์น้ำมันกลั่น 500,000 เป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม และจะเพิ่มเป็น 2 ล้านบาร์เรล จากวันที่ 1 มกราคม 2018 ต่อไปอีก 12 เดือน ซึ่งตามข้อมูลของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ(อีไอเอ) ระบุว่า การจำกัดดังกล่าวเทียบเท่ากับเป็นการปรับลดลงราว 10 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์น้ำมันทั้งหมดที่ส่งออกไปยังเกาหลีเหนือ ราวๆเกือบ 2.2 ล้านบาร์เรลในแต่ละปี โดยเกาหลีเหนือนำเข้าเบนซินและดีเซลส่วนใหญ่จากจีน ซึ่งเชื้อเพลิงดังกล่าวมีความสำคัญยิ่งต่อภาคการเกษตร การขนส่ง และภาคการทหารของ “โสมแดง”
เจ้าหน้าที่สหรัฐ คาดหมายว่าจีนน่าจะยังคงป้อนน้ำมันดิบ ผ่านท่อลำเลียงแก่เกาหลีเหนือราว 4 ล้านบาร์เรลต่อปี แต่มติล่าสุดจะเป็นการจำกัดการส่งมอบไว้ ณ ระดับปัจจุบัน ขณะเดียวกันยังเชื่อว่าการแบนส่งออกสิ่งทอจะทำให้เกาหลีเหนือสูญเสียรายได้ต่อปีราว 726 ล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ ยังรวมถึงห้ามออกใบอนุญาตใหม่แก่แรงงานชาวเกาหลีเหนือ ที่ถูกส่งออกไปยังต่างแดน และจะค่อยๆยุติการจ้างงานแรงงานเกาหลีเหนือ โดยร้องขอให้ประเทศต่างๆแจ้งวันหมดอายุของสัญญาจ้างในปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันมีแรงงานเกาหลีเหนือทำงานอยู่ในต่างแดนราว 93,000 คน กลายเป็นแหล่งรายได้ของรัฐบาลเปียงยาง สำหรับใช้เป็นทุนพัฒนาโครงการขีปนาวุธและนิวเคลียร์
ทั้งนี้ สหรัฐ และพันธมิตรอ้างว่ามาตรการคว่ำบาตรล่าสุดนี้ จะเพิ่มแรงกดดันแก่รัฐบาลของนายคิม จองอึน ให้ยอมหันหน้าเข้าสู่โต๊ะเจรจา เพื่อยุติการทดสอบนิวเคลียร์และขีปนาวุธ
นางนิกกี เฮลีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำยูเอ็น กล่าวยืนยันต่อที่ประชุมว่า สหรัฐไม่เคยคิดแสวงหาการทำสงครามกับเกาหลีเหนือ แต่จนถึงตอนนี้รัฐบาลเปียงยางยังไม่ยอมกลับตัว และร่างมติฉบับล่าสุดจะไม่เกิดขึ้น หากปราศจากความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง
ที่มา: naewna
สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า นางนิคกี้ ฮาลีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำสหประชาชาติ(ยูเอ็น) ได้เสนอร่างมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือครั้งใหม่ เข้าสู่การพิจารณาของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ(ยูเอ็นเอสซี) เพื่อลงโทษที่รัฐบาลเปียงยางทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ครั้งที่ 6 ซึ่งเป็นครั้งที่ระเบิดมีอานุภาพรุนแรงที่สุด ทำให้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.3 แมกนิจูด เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดย ฮาลีย์ ต้องการให้ที่ประชุมลงมติในวันจันทร์ที่ 11 ก.ย.นี้
รายงานข่าว ระบุว่า แผนการคว่ำบาตรรัฐบาลเปียงยางครั้งใหม่ ที่สหรัฐนำเสนอยูเอ็นเอสซี ซึ่งมีความยาว 13 หน้า พุ่งเป้าไปที่การจำกัดการค้าขายน้ำมันระหว่างประชาคมโลกกับเกาหลีเหนือ โดยข้อมูลเบื้องต้นของยูเอ็น ระบุว่า จีนเป็นประเทศที่ให้ความช่วยเหลือเกาหลีเหนือในเรื่องนี้มากที่สุด ด้วยสถิติการส่งออกน้่ำมันดิบไปยังเกาหลีเหนือเฉลี่ยปีละ 500,000 ตัน และผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียมอีกราว 200,000 ตันต่อปี แผนการคว่ำบาตรยังรวมถึงการจำกัดการส่งออกสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปของเกาหลีเหนือด้วย
อย่างไรก็ตาม สหรัฐยังเสนอมาตรการที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ นั่นคือการเสนอให้ขึ้นบัญชีดำนายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงในพรรคคนงานเกาหลีอีก 4 คน โดยจะอายัดทรัพย์สินในต่างประเทศ และห้ามการเดินทางเยือนต่างประเทศ
นอกจากนี้สายการบินแห่งชาติของเกาหลีเหนือ คือ “แอร์โครยอ” , กองทัพประชาชนเกาหลี(เคพีเอ) และหน่วยงานรับอีก 8 แห่งจะอยู่ในบัญชีดำเช่นกัน
ทั้งนี้ ยูเอ็นเอสซีออกมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือมาแล้ว 8 ครั้ง นับตั้งแต่การทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ครั้งแรก เมื่อปี 2549 และฉบับล่าสุดประกาศเมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อลงโทษการที่เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป(ไอซีบีเอ็ม ) 2 ครั้ง เมื่อเดือน ก.ค. โดยเน้นจำกัดการส่งออกแร่ธาตุและอาหารทะเล ที่อาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้แก่เกาหลีเหนือมากถึงปีละ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 33,100 ล้านบาท
ที่มา: naewna
6 ก.ย.60 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้นำรัสเซียระบุว่า การเพิ่มมาตรการคว่ำบาตร หรือลงโทษเกาหลีเหนือต่อไปนั้นไม่มีประโยชน์ และการใช้กำลังทหารกับเกาหลีเหนือจะนำไปสู่หายนะ เชื่อว่าเกาหลีเหนือจะไม่ปลดอาวุธนิวเคลียร์จนกว่าจะรู้สึกปลอดภัย
ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย แถลงนอกรอบการประชุมสุดยอดบริคส์ ที่เมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน ของประเทศจีน ว่า เขาได้กล่าวกับเพื่อนร่วมงานว่า ชาวเกาหลีเหนือยินดีกินหญ้า แต่จะไม่มีวันยุติโครงการอาวุธนิวเคลียร์จนกว่าจะรู้สึกว่าตนเองปลอดภัย และสิ่งที่จะรับประกันความปลอดภัยของเกาหลีเหนือ คือ การฟื้นฟูกฎหมายระหว่างประเทศ โดยตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับอิรัก และลิเบีย ทำให้ นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ มองว่ามีเพียงนิวเคลียร์เท่านั้นที่จะปกป้องเกาหลีเหนือได้ การใช้มาตการคว่ำบาตรและการใช้กำลังทหารข่มขู่จึงไม่อาจหยุดยั้งเกาหลีเหนือได้
นอกจากนั้น ความพยายามที่จะใช้กำลังทางทหารกับเกาหลีเหนือในสถานการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่ไร้สติ ซึ่งจะนำโลกไปสู่หายนะและการสูญเสียเลือดเนื้อของประชาชนจำนวนมหาศาล ผู้นำรัสเซียเน้นย้ำว่า ไม่มีหนทางอื่นในการแก้ปัญหานิวเคลียร์เกาหลีเหนือ นอกจากการเจรจาด้วยสันติ
ทั้งนี้ การแทรกแซงอิรักของสหรัฐในปี 2546 และการแทรกแซงลิเบียขององค์การนาโต้ในปี 2554 เกิดขึ้นหลังจากผู้นำประเทศยอมพ่ายแพ้ต่อการกดดันจากต่างชาติ และปลดอาวุธนิวเคลียร์เพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร โดยเกาหลีเหนือเลือกที่จะเผชิญหน้ากับประชาคมโลก และประสบความสำเร็จในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว
ด้าน นายอิสึโนริ โอโนเดระ รัฐมนตรีกระทรวงป้องกันตนเองญี่ปุ่น ระบุว่า การทดสอบนิวเคลียร์ครั้งล่าสุดของเกาหลีเหนือ น่าจะมีขนาดใหญ่กว่าที่ประเมินเอาไว้เบื้องต้น โดยการทดสอบนิวเคลียร์ ซึ่งอาจเป็นระเบิดไฮโดรเจน หรือระเบิดปรมาณู มีอานุภาพร้ายแรงกว่าระเบิดปรมาณู ที่สหรัฐทิ้งใส่เมืองฮิโรชิม่า และนางาซากิ
ที่มา: naewna
6 ก.ย.60 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหญิงแคทเธอรีน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ ชนะคดีฟ้องค่าเสียหายข้อหารุกล้ำความเป็นส่วนตัว และสมคบคิดกันละเมิดสิทธิส่วนบุคคล กรณีโกลแซร์ ซึ่งเป็นนิตยสารแนวซุบซิบของฝรั่งเศส ตีพิมพ์ภาพเปลือยช่วงบนของพระองค์ ขณะพักผ่อนที่บ้านพักตากอากาศแห่งหนึ่ง ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เมื่อเดือน ก.ย.55
ศาลในเมืองนองแตร์ ชานกรุงปารีสของฝรั่งเศส ตัดสินให้เจ้าหญิงแคทเธอรีน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ ได้รับเงินจำนวน 100,000 ยูโร (ราว 4 ล้านบาท) ชดเชยค่าเสียหายข้อหารุกล้ำความเป็นส่วนตัว และสมคบคิดกันละเมิดสิทธิส่วนบุคคล กรณีโกลแซร์ ซึ่งเป็นนิตยสารแนวซุบซิบของฝรั่งเศส ตีพิมพ์ภาพเปลือยช่วงบนของพระองค์ ขณะพักผ่อนที่บ้านพักตากอากาศแห่งหนึ่ง ในแคว้นโพรวองซ์ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เมื่อเดือน ก.ย.55 รวมถึงสั่งปรับบรรณาธิการและผู้พิมพ์นิตยสารอีกรายละ 45,000 ยูโร และช่างภาพ 2 คน ที่ใช้เลนส์ซูมถ่ายภาพไม่เหมาะสมดังกล่าว ถูกสั่งปรับอีกคนละ 10,000 ยูโร (ราว 400,000 บาท)
อย่างไรก็ดี คำสั่งศาลให้ปรับเงินดังกล่าว แต่ยังถือว่าน้อยกว่าที่ฝ่ายกฎหมายของดยุคและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์เรียกร้องค่าเสียหายมากถึง 1.5 ล้านยูโร (ประมาณ 57 ล้านบาท) แค่ทีมกฎหมายของทั้งสองพระองค์ก็พอใจ และระบุผ่านแถลงการณ์ว่า คำตัดสินดังกล่าวเป็นการชี้ให้เห็นว่า การละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและรุกล้ำความเป็นส่วนตัวเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ และไม่ควรเกิดขึ้นอีก
ขณะที่ เจ้าชายวิลเลียม ดยุคแห่งเคมบริดจ์ เคยมีรับสั่งว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้พระองค์หวนระลึกถึงเจ้าหญิงไดอานาแห่งเวลส์ พระมารดา ซึ่งถูกช่างภาพปาปารัสซีไล่ล่า จนประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส สิ้นพระชนม์ในปี 2540
ที่มา: naewna
6 ก.ย.60 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมเกน มาร์เคิล นักแสดงอเมริกัน เผยความสัมพันธ์รักครั้งแรกกับเจ้าชายแฮร์รีแห่งเวลส์ ระหว่างให้สัมภาษณ์นิตยสารดัง โดยระบุว่าทั้งคู่รักกัน
เมแกน มาร์เคิล ดาราสาวชาวอเมริกัน วัย 36 ปี พระสหายหญิงคนสนิทของเจ้าชายแฮร์รี พระชันษา 32 พรรษา แห่งราชวงศ์อังกฤษ ให้สัมภาษณ์นิตยสารแวนิตี แฟร์ เปิดใจถึงชีวิตรักครั้งแรก หลังเป็นข่าวคบหากับเจ้าชายแฮร์รี เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว
มาร์เคิล ระบุว่า เริ่มออกเดตกับเจ้าชายแฮร์รี รัชทายาทลำดับ 5 แห่งราชวงศ์อังกฤษ เมื่อเดือน ก.ค.ปีที่แล้ว หลังพบและรู้จักกันผ่านเพื่อนที่กรุงลอนดอนของอังกฤษ โดยออกเดตกันอย่างเงียบๆ อยู่ราว 6 เดือน ก่อนเป็นข่าวทางสื่อ ซึ่งก็เป็นเจ้าชายแฮร์รีที่ทรงยืนยันความสัมพันธ์
มาร์เคิล ระบุต่อไปว่า เขาทั้งสองคนเป็นคู่รักกัน และต่างตกอยู่ในห้วงความรัก แค่เวลาเท่านั้นที่ขวางกั้นเรื่องราวนี้เอาไว้ หวังว่าผู้คนจะเข้าใจว่านี่คือเวลาของเธอกับเจ้าชาย การคบหากับเจ้าชายแฮร์รีไม่ทำให้เธอเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่เคยใช้ความสัมพันธ์ตรงนี้เพื่อเปลี่ยนสถานะหรืออย่างอื่น ยังเป็นคนเดิมเหมือนที่เคยเป็น แต่ที่เปลี่ยนคือการรับรู้ของผู้คนที่ทุ่มสนใจอย่างล้นหลามจนบางครั้งรู้สึกหนักใจ แต่ยังดีที่คนรอบข้างสนับสนุน โดยเฉพาะจากเจ้าชายแฮร์รี
บทสัมภาษณ์ของมาร์เคิลช่วยเติมแรงส่งให้กลุ่มบริษัทรับพนันถูกกฎหมายในอังกฤษที่เปิดรับแทงพนันว่า เจ้าชายแฮร์รีอาจทรงหมั้นกับเมแกนเร็วๆ นี้ และมีขึ้น 1 วัน หลังเจ้าชายวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์ พระเชษฐาของเจ้าชายแฮร์รี เปิดเผยข่าวมงคลว่า เจ้าหญิงแคทเธอรีน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ พระชายาทรงครรภ์ทายาทองค์ที่ 3
ที่มา: naewna
ประเทศฝรั่งเศสเป็นอีกหนึ่งแหล่งที่ขึ้นชื่อในการผลิตไวน์และเหล้าชนิดต่างๆ อย่างเช่น “รัม” เหล้ากลั่นอีกชนิดที่ทำมาจากการนำวัตถุดิบอย่างเช่น อ้อย กากน้ำตาลมาหมักแล้วนำไปกลั่นจนได้น้ำสีอำพัน
จากนั้นจะนำไปบ่มต่อในถังให้มีรสและกลิ่น เมื่อได้ที่แล้วก็นำออกมาดื่มกัน ซึ่งกรรมวิธีการบ่มนี่แหละที่ทำให้เกิดคดีชวนอ้วกคดีหนึ่งในประเทศฝรั่งเศส รายละเอียดจะเป็นอย่างไรติดตามไปพร้อมกันเลย..
ย้อนกลับไปในปี 1891 ชายผู้หนึ่งได้รับของขวัญวันเกิดเป็นเหล้ารัม 1 ถังใหญ่ๆ จากเพื่อนที่เป็นเจ้าของโรงบ่มไวน์ และเหล้าชนิดต่างๆ ที่อยู่ต่างเมือง ซึ่งชายผู้นี้รู้สึกดีใจเป็นอย่างเพราะเขาเป็นคนที่ชอบในรสชาติของเหล้ารัม
ซึ่งหลังจากที่ได้มาแล้วชายผู้นี้ก็ไม่รอช้ารีบไขก๊อกจากถังออกมาลองชิมก็พบว่า เหล้ารัมถังนี้มีรสชาติและกลิ่นที่ออกจะแปลกประหลาดกว่าเหล้ารัมถังไหนๆ ที่เขาเคยดื่มมา จึงคิดว่าน่าจะเป็นเพราะยังบ่มไม่เข้าที่จึงนำไปบ่มต่อภายในห้องใต้ดิน
2 เดือนถัดมา ชายผู้นี้ก็ลองชิมมันอีกครั้งหนึ่งและหวังว่าคราวนี้จะมีรสชาติที่เข้าที่เข้าที่เข้าทางสักที แต่ทว่าเมื่อลองชิมเจ้ากลิ่นที่แปลกประหลาดนั้นกลับเข้มข้นยิ่งกว่าเดิมจนรู้สึกแปลกใจ และคิดว่ามันน่าจะผิดพลาดอะไรสักอย่าง
รสชาติที่แปลกประหลาด อาจจะเป็นที่ส่วนผสมก็น่าจะเป็นที่ความผิดปกติของถัง ด้วยความสงสัยชายผู้นี้จึงได้ตัดสินใจที่จะเปิดถังออกมาเพื่อพิสูจน์ จึงได้เรียกคนงานภายในบ้านให้มาช่วยกันยกถังวางกับพื้นและทำการเปิดฝาถังออก
เมื่อเปิดฝาถังออก!! ผู้คนที่มาช่วยกันเปิดฝาถังออกนั้น ถึงกับต้องตกตะลึง และพะอืดพะอม จนแทบอ้วกออกมา เพราะสิ่งที่อยู่ภายในถังนั้นไม่ได้มีเพียงแค่เหล้ารัมเท่านั้น
หากแต่ว่ามันคือร่างเปลือยของผู้หญิง ที่นั่งคุดคู้ถูกยัดลงไปในถัง ในสภาพบวมอืดส่งกลิ่นเหม็นโชยอ่อนๆ ผสมกับกลิ่นเหล้าที่คลุ้งไปทั่วห้องใต้ดิน ส่วนชายผู้ที่เป็นเจ้าของนั้นถึงกับอ้วกแตกออกมาแบบสุดกล้ำกลืน
หลังจากที่แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาตรวจสอบที่เกิดเหตุเรียบร้อย จึงได้รุดไปยังบ้านของเจ้าของโรงบ่ม และจับได้ทันควัน ซึ่งก่อนที่จะถูกจับนั้นเจ้าของโรงบ่มถึงกับงงว่า ตำรวจรู้ได้อย่างไรว่าเขาฆ่าภรรยาตนเอง และจับยัดใส่ถังเหล้า
เมื่อชายเจ้าของโรงบ่มได้รู้ ถึงกับสบถด่าออกมาให้กับความโง่ของตนเอง ที่ให้คนงานไปหยิบเหล้ารัมถังเจ้าปัญหาส่งไปให้เพื่อน เพราะว่าจำผิดว่าถังไหนที่ยัดร่างภรรยาใส่ลงไป
เรียกได้ว่าเรื่องนี้เป็นการฆาตกรรมที่มาพร้อมกับความเฟอะฟะของฆาตกร แต่คนที่ซวยที่สุดนอกจากภรรยาของฆาตกรแล้ว ก็เห็นจะเป็นเพื่อนที่ได้รับของขวัญสุดสยองนี้ไป และกินมันเข้าไปด้วยอีกต่างหาก ดูท่าทางว่าจะเข็ดขยาดกับเหล้าชนิดนี้ไปอีกนาน
ที่มา: postjung
อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ชี้กรณี "สรยุทธ" ระบุเป็นดุลยพินิจผู้พิพากษาอนุญาตฎีกา
นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พากษาศาลฎีกา ได้โพสต์เพซบุ๊คส่วนตัว สรุปใจความได้ว่า คดีของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา เป็นคดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดี หรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ อนุญาตให้ฎีกา หรืออัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา ซึ่งการที่ผู้พิพากษาจะอนุญาตให้ฎีกาได้นั้น จะต้องพิจารณาแล้วเห็นว่า ปัญหาที่ฎีกานั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด จึงจะอนุญาตให้ฎีกา และเป็นดุลพินิจของผู้พิพากษาแต่ละท่านโดยแท้ เมื่อมีคำสั่งอย่างไรแล้วจะอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ได้
ส่วนที่มีสื่อบางแห่งไปลงข่าวว่า รับรองให้ฎีกาคดี หาไม่ยาก นั้น นายชูชาติ ระบุว่า อดสงสัยไม่ได้ว่ารู้ได้อย่างไร เพราะแม้แต่ผู้พิพากษาก็ยังไม่รู้เลยว่า มีคดีที่ผู้พิพากษาอนุญาตให้ฎีกามากน้อยเพียงใด
นอกจากนี้ นายชูชาติ ยังโพสต์ อธิบายว่า การรับรองให้ฎีกาได้เป็นอำนาจของอัยการสูงสุดไม่ใช่อำนาจของผู้พิพากษา ถ้าเป็นผู้พิพากษาอนุญาตให้ฎีกาเท่านั้น จะรับรองให้ฎีกาไม่ได้
ที่มา: bangkokbiznews
“สหรัฐ” เรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ประกาศใช้มาตรการแข็งกร้าวที่สุด จัดการ “เกาหลีเหนือ” ฐานทดลองระเบิดนิวเคลียร์ครั้งที่ 6 ซึ่งรุนแรงที่สุด
5 ก.ย.60 นางนิคกี้ ฮาลีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำสหประชาชาติ แถลงในที่ประชุมวาระฉุกเฉินคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ว่า มาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงที่สุดเท่านั้นที่จะสามารถแก้ปัญหาเกาหลีเหนือ ผ่านกระบวนการทางการทูต เพื่อเป็นการลงโทษฐานที่เกาหลีเหนือทำการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ครั้งที่ 6 ซึ่งรุนแรงที่สุด เมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาดกับเกาหลีเหนือ หลังจากที่ผ่านมาความพยายามทางการทูตต่างๆล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
เอกอัครราชทูตสหรัฐ ยังแสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของจีน ที่ให้เกาหลีเหนือยกเลิกโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ แลกกับให้สหรัฐกับเกาหลีใต้ ยกเลิกการซ้อมรบประจำปี โดยระบุว่าข้อเสนอนี้เหมือนเป็นการดูถูกกัน
ด้านนายหลิว เจียยี่ เอกอัครราชทูตจีน ประจำสหประชาชาติ กล่าวเรียกร้องให้เกาหลีเหนือยุติการกระทำใดๆก็ตามที่เป็นสิ่งผิด เพราะจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้าย ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ตัวเองเป็นที่ตั้ง และควรที่จะกลับมาสู่แนวทางการแก้ปัญหาผ่านการเจรจาเท่านั้น
เอกอัครราชทูตจีน ยังขอให้ทุกฝ่ายพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเรื่องที่จีนเสนอให้เกาหลีเหนือยกเลิกโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ แลกกับให้สหรัฐกับเกาหลีใต้ยกเลิกการซ้อมรบประจำปี
ทั้งนี้ สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ขอให้มีการประชุมวาระฉุกเฉินในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หลังเกาหลีเหนือทดลองระเบิดไฮโดรเจน เพื่อติดตั้งไว้บนขีปนาวุธพิสัยไกล คาดว่าจะมีการเผยแพร่ร่างญัตติในที่ประชุม ก่อนการลงมติในวันนี้
ขณะที่กระทรวงกลาโหมของเกาหลีใต้ ระบุว่า เกาหลีเหนืออาจเตรียมการทดลองยิงขีปนาวุธอีก หลังอ้างว่าประสบผลสำเร็จในการทดลองยิงขีปนาวุธ 2 ครั้ง เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เป็นขีปนาวุธพิสัยไกล ทำให้ล่าสุดประธานาธิบดีมุน เจ-อิน ของเกาหลีใต้ บรรลุข้อตกลงระหว่างการหารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ในการยกเลิกข้อจำกัดเรื่องน้ำหนักหัวรบที่ติดบนขีปนาวุธของเกาหลีใต้ จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 500 กิโลกรัม
VIDEO
ที่มา: naewna