ทั้งรถหรูปอร์เช่-ที่ดิน
ศาลอาญารับฟ้อง2คดี
ส่งตัวเข้าเรือนจำทันที
ศาลอาญารับฟ้อง “อดีตเณรคำ” 2 คดี กระทำชำเราเด็กไม่เกิน 15 ปี ฉ้อโกง ฟอกเงิน นัดตรวจหลักฐาน 18 กันยายน พร้อมส่งตัวไปคุมขังไว้ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ขณะที่ศาลแพ่งสั่งยึดทรัพย์ ประกอบด้วยที่ดินสิ่งปลูกสร้าง-รถหรู 27 รายการ รวมมูลค่ากว่า 43 ล้านบาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน เจ้าตัวขอสู้คดี ขณะเดียวกันยอมรับพ้นสภาพพระสงฆ์ ถอดจีวรนุ่งห่มขาวแทน
ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก เวลา 10.00 น. วันที่ 20 กรกฎาคม พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ควบคุมตัว นายวิรพล สุขผล อายุ 38 ปี อดีตพระวิรพล ฉัตติโก หรือเณรคำ ผู้ต้องหาในความผิดฐาน พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปจากบิดา มารดา หรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจารฯ, กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี, อนาจารเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี, ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จฯ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และฟอกเงินมาส่งพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เพื่อนำตัวส่งฟ้องต่อศาลอาญา หลังจากทางการสหรัฐฯ ส่งตัวกลับมาที่ประเทศไทยเมื่อค่ำวันที่ 19 กรกฎาคม ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งดีเอสไอได้แจ้งข้อกล่าวหา และสอบคำให้การเบื้องต้น ซึ่งอดีตพระเณรคำได้ให้การปฏิเสธชั้นสอบสวน โดยในระหว่างควบคุมตัวอยู่นั้น เจ้าหน้าที่สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้นำใบคำสั่งของเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษมาแสดง หลังมีมติปรับอาบัติให้ ขาดจากความเป็นพระภิกษุสงฆ์ทำให้อดีตพระเณรคำยอมรับและถอดจีวรพระออกเอง
แต่งชุดขาวไปสำนักงานอสส.
สำหรับการควบคุมตัวอดีตพระเณรคำ มายังสำนักงานอัยการสูงสุดนั้น ได้มีการจัดรถสายตรวจ นำขบวนรถยนต์ฟอร์จูนเนอร์ 7 ที่นั่งสีดำ 3 คัน เดินทางมายังสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งอดีตพระเณรคำ สวมเสื้อแขนสั้นและกางเกงขายาวสีขาวคล้ายชุดปฏิบัติธรรมนั่งมาในรถฟอร์จูนเนอร์คันแรก จากนั้น ได้เดินขึ้นไปพบอัยการสำนักงานคดีพิเศษโดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ประมาณ 15-20 นาย ควบคุมตัวมา โดยมี นายวิรุณฬ ฉันท์ธนันท์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 รับตัวนายวิรพลมาซักถาม สอบประวัติว่าเป็นบุคคลเดียวกับผู้ต้องหาหรือไม่ พร้อมแจ้งความเห็นสั่งฟ้องของพนักงานอัยการ
อัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง2คดี
จากนั้น เรือโทสมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด, นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกฯ, นายวิรุฬห์ ฉันท์ธนันท์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 ได้ร่วมกันแถลงข่าวการสั่งฟ้องคดีอดีตพระเณรคำ โดยเรือโทสมนึก กล่าวว่า อัยการคดีพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ ได้ตรวจพยานหลักฐานแสดงตัวบุคคลและคำให้การชั้นสอบสวนผู้ต้องหาแล้วเชื่อได้ว่า ผู้ต้องหานั้นเป็นบุคคลเดียวกับนายวิรพล สุขผล และนายวิรุฬห์ ฉันท์ธนันท์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 มีความเห็นสั่งฟ้อง 2 คดี
ผิดฐานพราก-ชำเราเด็กต่ำกว่า15
โดยคดีที่ 1 ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี และกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งไม่ใช่ภรรยาตน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ที่อัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี และมาตรา 317 วรรคสาม อัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี ซึ่งเป็นการสั่งฟ้องตามความเห็นเดิมที่พนักงานสอบสวนดีเอสไอเคยสรุปสำนวนส่งให้อัยการ แต่ข้อหาทำอนาจารเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีและพาเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปเพื่อการอนาจาร ตาม ม.279,283 ทวิ นั้นอัยการสั่งยุติดำเนินคดี เนื่องจากคดีขาดอายุความแล้ว เพราะคดีมีอายุความ 15 ปีนับแต่วันกระทำผิด ซึ่งข้อกล่าวหานั้นเกิดเมื่อปี 2543-2544
ผิดพรบ.คอมพ์-ฉ้อโกง-ฟอกเงิน
สำหรับคดีที่ 2 ความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอมหรือเท็จ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2551 มาตรา 14 โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และข้อหาฉ้อโกงประชาชนตามมาตรา 343 โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และฐานฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ม.5,60 โทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ตามความเห็นของพนักงานสอบสวนเช่นเดียวกัน ซึ่งการยื่นฟ้องสำนวนคดีฉ้อโกงฯนี้ อัยการได้ระบุท้ายฟ้องขอให้ศาลสั่งให้จำเลยคืนทรัพย์สินแก่ผู้เสียหาย 29 คน รวมเป็นเงิน 28.6 ล้านบาทเศษด้วย โดยทั้งสองคดีอัยการขอให้ศาลนับโทษทั้ง 2 คดีต่อจากกันด้วย พร้อมคัดค้านการให้ประกันตัว เนื่องจากเคยมีพฤติการณ์จะหลบหนีมาก่อน จึงเกรงว่าหากศาลให้ประกันตัวจำเลยจะหลบหนีอีก
เปิดคำบรรยายสรุปความผิด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 ยื่นฟ้องนายวิรพลคดีแรก เป็นคดีดำหมายเลข อ.2340/2560 ได้บรรยายฟ้องสรุปว่า เมื่อเดือนมกราคม 2543ถึงกลางปี 2544 จำเลย ได้พราก ด.ญ.บี (นามสมมติ) อายุไม่เกิน 15 ปี ไปจากผู้ปกครอง แล้วนำตัวไปข่มขืนกระทำชำเรา แต่ระหว่างดำเนินคดีนายวิรพลได้หลบหนีไปสหรัฐอเมริกา ซึ่งโจทก์ได้ขอตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน และศาลชั้นต้นรัฐแคลิฟอร์เนีย มีคำสั่งให้ส่งตัวกลับมาดำเนินคดีที่ประเทศไทยดังกล่าว
ส่วนคดีที่ 2 ความผิดฐานฉ้อโกงฯ และฟอกเงิน สรุปว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 –กลางปี 2556 จำเลยตั้งตัวเป็นประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทามาตร จ.ศรีสะเกษ แล้วได้อาศัยศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระพุทธศาสนา แสดงข้อความอันเป็นเท็จ อวดอ้างจัดงานพิธีพร้อมประกวดกิจกรรมปฏิบัติศาสนกิจ นิมนต์พระสงฆ์มาแสดงธรรมที่สถานที่ต่างๆ และแจ้งข่าวแก่ประชาชนว่าจะสร้างพระแก้วมรกตองค์ใหญ่ที่สุดในโลก พร้อมมหาวิหารครอบองค์พระแก้ว ประกาศสร้างรูปหล่อ ก่อสร้างมหาวิหารที่ อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี แต่ไม่ได้ทำตามที่บอก โดยมีประชาชน 29 คน หลงเชื่อบริจาคเงิน 28,649,553 บาท ด้วยเช็ค เงินสด เข้าบัญชีที่จำเลยกำหนด อันเป็นการฉ้อโกงประชาชน
ศาลอาญารับฟ้อง2คดี
ต่อมาเวลา 10.20 น. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก อัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 ได้นำตัว อดีตพระเณรคำ มายื่นฟ้องส่งตัวเป็นจำเลย โดยศาลอาญา ประทับรับคำฟ้องคดีพรากผู้เยาว์ฯ และกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.277 วรรคแรก และม.317 วรรคสาม ไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อ.2340/60 และคดีฉ้อโกงประชาชน, พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2551 ม.14 และฐานฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ม.5,60 รับไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อ.2341/2560
ส่งตัวเข้าเรือนกรุงเทพฯ
ทั้งนี้ อดีตพระเณรคำ ได้ให้การปฏิเสธขอต่อสู้คดีทั้ง 2 สำนวน ศาลจึงนัดตรวจพยานหลักฐานทั้ง 2 คดีในวันที่ 18 กันยายนนี้ เวลา 09.00 น. และเนื่องจากจำเลยยังไม่ได้ยื่นประกันตัว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงควบคุมตัวไปขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ในเวลา 13.30 น.
ทีมทนายยังไม่ยื่นประกัน
นายภาณุ สุขวัลลิ เปิดเผยว่า ตนเป็นหนึ่งในทีมทนายความของนายวิรพล ซึ่งมีประมาณ 2-3 คน โดยวันนี้จะยังไม่ยื่นขอปล่อยชั่วคราวทั้ง 2 สำนวน จะรอดูรายละเอียดสำนวนคดีก่อน ประกอบกับอัยการยื่นคัดค้านการปล่อยชั่วคราวด้วย อย่างไรก็ดีตนได้พูดคุยกับนายวิรพลแล้วตั้งแต่เมื่อช่วงคืนวันที่ 19 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ก็ไม่ได้มีอาการเครียดหรือวิตกกังวลใดๆ ส่วนทนายความก็เพิ่งได้รับสำนวนคดีมาซึ่งนายวิรพลก็ได้กำชับให้ทีมทนายความพูดคุยกันให้ดีในส่วนรายละเอียด ขณะที่พยานหลักฐานที่จะนำมาใช้ต่อสู้คดีก็จะต้องสอบถามจากนายวิรพลอีกครั้ง
อธิบดีกรมคุกชี้ต้องทำตามระเบียบ
นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยถึงกรณี นายวิรพล ถูกส่งตัวมาฝากขังภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ว่า เจ้าหน้าที่ก็ต้องนำตัวมาทำประวัติเช่นเดียวกันกับนักโทษรายอื่นๆ และอยู่ในแดนแรกรับตามระเบียบของเรือนจำ เช่นเดียวกับ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ถูกพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา เบื้องต้นพบว่า นายวิรพล สุขภาพแข็งแรง ไม่มีอาการเจ็บป่วย
ศาลแพ่งสั่งยึดทรัพย์43ล้านบาท
วันเดียวกัน ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ศาลมีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ ฟ.61/2556 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 3 ยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินมูลค่า 43 ล้านบาทเศษของนายวิรพล สุขผล กับพวกซึ่งเป็นผู้คัดค้านรวม 8 คน ตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ โดยศาลแพ่งพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า นายวิรพล และผู้คัดค้านทั้ง 8 คน ไม่สามารถชี้แจงแหล่งที่มาของทรัพย์ได้ ขณะที่นายวิรพล บวชเป็นพระภิกษุ มีรายได้จากประชาชนที่มาทำบุญ ไม่มีรายได้จากแหล่งอื่น จึงเชื่อว่าทรัพย์สิน 27รายการ อาทิ ที่ดิน-สิ่งปลูกสร้าง, รถหรูปอร์เช่, รถจักรยานยนต์ และทรัพย์อื่น เป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิด ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จึงให้ทรัพย์สินทั้ง 27 รายการ มูลค่ากว่า 43 ล้านบาทของนายวิรพล กับพวกตกเป็นของแผ่นดิน
พระลูกวัดดีใจที่กลับมาสู้คดี
ขณะที่ พระปัญญา ฐานิสสโร พระลูกวัดสามัคคิยาราม จำพรรษาอยู่ที่วัดสามัคคิยาราม หรืออดีตสำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ที่อดีตพระเณรคำ เป็นผู้จัดสร้าง กล่าวว่า ได้ติดตามข่าวสารของหลวงปู่เณรคำอย่างต่อเนื่อง และรู้สึกดีใจมากที่ท่านกลับมาประเทศไทย เพราะจะได้ต่อสู้คดีความที่ถูกกล่าวหาได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากที่ผ่านมาท่านถูกกล่าวหาแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น ไม่ได้โต้ตอบ การที่ได้มีโอกาสต่อสู้คดีแก้ข้อกล่าวหาจะทำให้ญาติโยมรวมทั้งลูกศิษย์ทุกคนได้หายข้องใจว่าท่านไม่มีความผิดตามที่มีการกล่าวหาแต่อย่างใด โดยพระและชาวบ้านทุกคนยังคงศรัทธาในหลวงปู่เณรคำเช่นเดิม และรอที่หลวงปู่กลับมาช่วยพัฒนาวัดแห่งนี้ให้เจริญยิ่งขึ้น
ที่มา: naewna
0 comments:
Post a Comment